Get Adobe Flash player

ประวัติหลวงพ่อปาน - ปราบพระเลว

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน - ประวัติหลวงพ่อปาน

alt

ปราบพระเลว

วันหนึ่ง ท่านไปพบพระของท่านไปนอนร้องเพลงกันที่ศาลาปรก ศาลาปรกน่ะรู้จักไหม รู้จักศัพท์ภาษาเก่าภาษาวัดไหม คือศาลาที่เขาเอาไว้ผีน่ะ เขาปลูกไว้ในป่าช้า สมัยก่อนยังไม่มีกุดัง ใครมีใครตายก็เอามาไว้ป่าช้าที่ศาลา วาง ๆ ไว้กับศาลา ใครเดินมาก็เห็นหีบศพเป็นแถว เขาเรียกศาลาปรก มันแปลว่าอะไรไม่รู้ แล้วก็ที่ศาลานี้ไม่มีศพเอาไว้ พระ ๒ องค์ไปนอนร้องเพลงกันอยู่ที่นั่น บังเอิญท่านเดินเข้าไปในป่าช้าไปเห็นเข้าได้ยินเข้า เมื่อท่านได้ยินเข้าแล้วท่านก็จำหน้าพระไว้ พอเวลาวันโกน ท่านเข้าประชุม เวลาท่านประชุมท่านก็ชม คำว่า สัมโมทนียกถา นี่หมายความว่า ท่านพูดจาไพเราะสรรเสริญความดีของบรรดาพระที่สร้างความดี พระองค์ไหนทำความดีท่านสรรเสริญ ๆ เสียจนเรียกว่าพอใจ แล้วก็กล่าวถึงอานิสงส์ความดีต่าง ๆ อย่างนี้ งานก่อสร้างก็ดี สมถวิปัสสนาก็ตาม หรือว่าสร้างความดีอะไรก็ตาม มีอานิสงส์อย่างไรท่านพูดให้ฟังหมด พูดให้ฟังแล้วท่านบอกว่าเวลาพวกเธอสร้างความดี ฉันติดตามความดีของเธอ เวลาฉันนั่งพระกรรมฐานฉันก็ขึ้นไปบนสวรรค์ ไปบนพรหมโลกบ้าง หรือว่าไปนิพพานบ้าง และไปดูว่าคุณความดีของใครจะปรากฎ แล้วท่านก็ชี้แจงว่าผลความดีของคนนี้ปรากฎอยู่ที่นั่น ผลความดีของคนนั้นปรากฎอยู่ที่โน่น เรียกว่าท่านไปพบดีมาแล้ว ท่านมาเล่าให้ฟัง ทำให้พระที่ทำความดีปลื้มใจอยากสร้างความดีต่อไป เรียกว่าไม่ยับยั้งในการสร้างความดี คือพยายามดิ้นรนหาความดีอยู่เสมอ ทีนี้สำหรับพระที่สร้างความชั่ว ท่านก็บอกว่าวัดของท่านไม่มีพระชั่ว ไม่มีหรอก ฉันดีใจเหลือเกินที่ลูกของฉันเป็น ลูกดีทุกคน ลูกของฉันไม่มีเลว ฉันไม่มีพระเลวในสำนักของฉัน แต่ถ้าบังเอิญในสำนักของฉันมีคนเลว มีพระเลว มีลูกเลว ฉันจะเสียใจมาก พระเลว ๆ มี ฉันจะยกตัวอย่างให้ฟัง ท่านว่าอย่างนั้นนะ ท่านก็พูดให้ฟัง ยกตัวอย่างพระเลวว่า

?

เมื่อ ๒ - ๓ วันนี่นะ ฉันนั่งเรือไป ท่านมีเรือนั่งสำหรับคนแจว ท่านไม่ชอบนั่งเรือรถยนต์บอกว่ามันกระเทือนแล้วก็เสียงดัง ท่านบอกว่าให้คนแจวไปทางใต้ ไปได้ยินเสียงคนร้องเพลง คนร้องเพลงนี่เขาร้องเพลงไทยเป็น ๒ เสียง หมายความว่าคน ๒ คน ก็ถามคนแจวเรือเขาว่านั่นใครร้องเพลง คนแจวเรือก็บอกว่าพระขอรับ ถามว่าร้องที่ไหน คนแจวเรือก็บอกว่าร้องที่ศาลาปรก ก็เลยถามวัด ท่านว่าอย่างนั้น คำว่าศาลาปรกมันก็บอกยี่ห้อว่าเป็นวัด แต่ฉันก็มองดูป้ายวัด ตาฉันมันไม่ดี อ่านป้ายวัดไม่ออกไม่ทราบว่าเป็นวัดอะไร นี่วิธีด่าพระของท่าน แล้วท่านก็พูดต่อไปว่า ลูกของฉันไม่มีใครเลวอย่างนั้น ฉันได้ยินเสียงร้องเพลงเขาบอกว่าเป็นเสียงพระ ฉันคิดว่าถ้าฉันได้ยินเสียงหมาหอนจะชอบใจมากกว่าเสียงพระร้องเพลง เสียงพระร้องเพลงนี่มันไพเราะสู้เสียงหมาหอนไม่ได้ เพราะว่าพระองค์นั้นมีความเลว ๆ ยิ่งกว่าหมา หมา ไม่มีสภาพหลอกลวงใคร คือว่าหมามันเป็นหมา มันก็ประกาศความเป็นหมาของมันตลอดกาลตลอดสมัย มันไม่ให้ใครมายกมือไหว้มัน แต่พระที่ไปร้องเพลงนี่มีสภาพเลวกว่าหมามาก เพราะว่าพระไปร้องเพลง การร้องเพลงนี่เป็นภาวะของฆราวาสเขา พระถ้าทำตนอย่างฆราวาสเรียกว่าเลวกว่าฆราวาสเขา เพราะพระเป็นปูชนียบุคคล เป็นบุคคลที่เขาจะต้องไหว้เขาจะต้องบูชา เวลาเขาให้ของขอทาน ๆ ไหว้เขา แต่นี่เวลาเขาให้ของพระ คนให้ไหว้พระ พระเป็นบุคคลที่ชาวบ้านควรบูชา ทำตนแบบนั้นเป็นคนเลวมาก ฉันได้ยินพระร้องเพลงฉันสลดใจมาก รู้สึกดีใจว่าพระของฉันไม่มีอย่างนั้น ถ้าหากว่าพระของฉันมีอย่างนั้น ฉันคิดว่าชาวบ้านเขาให้ข้าวมานี่ฉันไม่ให้กิน ฉันให้หมากินดีกว่า เพราะพระแบบนี้เลวกว่าหมามาก นี่อย่างนี้เวลาตายตกอบายภูมิเป็นสัตว์นรก พระหลอกลวงชาวบ้าน ตัวมีความเลวยิ่งกว่าหมาแล้วทำตนเป็นพระให้ชาวบ้านเขาไหว้ นี่มันเลวยิ่งกว่าหมามาก นี่ดีนะที่ไม่ได้อยู่ในสำนักของฉัน ในบ้านของฉันไม่มี ในวัดของฉันไม่มี ถ้าในวัดของฉันมีฉันจะเสียใจไม่น้อย ฉันจะสลดใจมาก นี่ท่านว่าต่อไปว่า พระประเภทนี้เวลาตายมันตกอเวจีนรกทั้งหลายหมด ไม่เหลือหรอก เพราะมันหลอกลวงชาวบ้านเขา เวลาจะกินข้าวก็ให้เขาประเคนและเขาไหว้ เวลาเป็นพระเข้าร่วมสังฆกรรม ๆ นั้นเสียหมด เวลาเขาจะบวช พระจะบวชเจ้าจะลงอุโบสถทำปาติโมกข์สังฆกรรมนั้น ไม่มีเหลือเลยเสียหมด เมื่อสังฆกรรมเสียแล้วตัวจะไปอยู่ไหนก็ไปอบายภูมิ คนประเภทนี้บวชแล้วลงนรก นี่ฉันดีใจนะที่ฉันไม่มีพระเลวอย่างนั้น มีลูกเลวอย่างนั้นฉันเสียใจมาก เอาล่ะ พวกเธอทั้งหลาย มีความดีจงรักษาความดีของเธอเหมือนเกลือรักษาความเค็ม ความดีของเธอแม้แต่นิดหน่อย การสงเคราะห์สัตว์ วัดไหนหมาผอมอย่าไปอยู่นะ วัดไหนตีฆ้องกลองระฆังถ้าสุนัข ไม่หอนอย่าไปอยู่ แสดงว่าขาดความเมตตา หมาก็ดีแมวก็ดีมันมาอยู่ในวัดให้ทานมันนะ เพราะเอามันเป็นเกราะป้องกันภัย หมายความว่าเป็นด่านป้องกันนรกเป็นด่านแรก เอาล่ะ บรรดาลูกหลานทั้งหลาย เอาไว้วันหน้าฟังกันใหม่ สำหรับวันนี้ก็ยุติกันเท่านี้นะ ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลแก่ลูกหลานทุกคน

?

ลูกหลานทุกคน วันนี้ฉันมีโอกาสมาพบกับลูกหลานทุกคนตายเคย วันนี้ตรงกับวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๑๕ หากคนทั้งหลายที่เคยฟังฉันเทศน์ในสมัยก่อน สมัยหนุ่ม ๆ ฟังลีลาการเทศน์ก็ดี ฟังลีลาการพูดก็ดี ถ้าเห็นว่ามันแปลกไปล่ะก็ โปรดทราบด้วยว่า เวลานี้สุ้มเสียงมันไม่ดีเหมือนก่อน และลีลาการพูดก็เหมือนกัน เพราะว่าลีลาสมัยนั้นดี การพูดคนชอบฟัง ทั้งนี้ก็เพราะอะไร เพราะว่าสมัยนั้นกิเลสมันท่วมหัวฉัน ฉันชอบประจบชาวบ้านชาวเมือง อะไรก็ตามเอาแต่เรื่องโลก เขาว่าดี ๆ เอามาใช้ ใช้ตามแบบฉบับของโลก ก็เพื่อจะให้ชาวบ้านชาวเมืองเขาชมว่าฉันเป็นคนดี เวลานี้ฉันเห็นแล้วว่าความดีประเภทนี้เป็นเชื้อสายของนรก การประจบประแจงชาวบ้าน ยกย่องสรรเสริญชาวบ้านเป็นเหตุให้ผิดธรรมวินัยของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การทำอย่างนี้เป็นเหยื่อของนรก เพราะอะไร เพราะลุงพุฒิแกนั่งยิ้มฟันขาว มองหน้าแกแล้วแกนั่งยิ้มฟันขาว ถามแกบอกว่าแกจดไว้บ้างหรือเปล่า แกตอบว่าตอนนั้นจด อยากทำไม่ดีก็ต้องจด ตอนนี้จดไม่เลือกหน้าเหมือนกัน เรียกว่าไม่กินสินบาทคาดสินบนใครไม่ไหว ตาพุฒินี่ไม่ยอมเป็นพวกกันจริง ๆ เอ้า แกหันมาต่อว่า แกบอกว่างานก็งานสิ พวกก็พวกสิ ไอ้เรื่องความดีความชั่วมันต้องอยู่ในกฎของกรรม มันเรื่องของงาน แต่เรื่องส่วนตัวก็เรื่องส่วนตัว แกว่าอย่างนั้น

?

เอ วันนี้ฉันเพ้อไปกระมังนี่ น่ากลัวฉันจะเพ้อไปเสียกระมัง นี่ฉันมาเล่าเรื่องอะไรให้ลูกหลานฟัง กลับไปคุยให้ลุงพุฒิลุงเพิดที่ไหนนี่ มีหรือเปล่าก็ไม่รู้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะลูกหลานนะ ถ้าอยากรู้ว่าลุงพุฒิแกมีหรือไม่มี ลูกหลานที่รักทำอย่างนี้ซินะ รักษาศีลให้บริสุทธิ์ พยายามบำเพ็ญทานบารมีให้ครบถ้วน แล้วก็รักษาสมาธิจิต ระงับนิวรณ์ ๕ เสีย ทรงพรหมวิหาร ๔ และพิจารณาตัวเราให้เป็นไปตามความเป็นจริง เห็นว่าร่างกายมันไม่เป็นแก่นสารไม่เป็นสาระ กระทั่งตัดอุปาทานได้เป็นบางส่วน เท่านี้แหละ ลูกหลานทั้งหลายจะเห็นว่าลุงพุฒิแกมีจริงหรือไม่จริง ถ้าได้ทิพยจักษุญาณละจะได้เห็นตัวแก แล้วจะได้คุยกับแก เรื่องที่ฉันพูดให้ฟังนี้จะจริงหรือไม่จริงไปสอบสวนกันตอนนั้นนะ ที่บอกให้ทำอย่างนี้ไม่ใช่เกินวิสัยของคนที่จะทำได้ คนในโลกเกิดมามีสิทธิจะทำได้เหมือนกันทุกคน เออ เมื่อวานนี้ฉันพูดถึงคนให้สตางค์ฉัน แต่ความจริงคนให้สตางค์ฉันมีด้วยกันหลายคนนะ มีมากแต่ฉันจำชื่อไม่ค่อยจะได้หรอก บางทีคนนั้นก็ฝากคนนั้นไว้ คนนี้ก็ฝากคนนี้ไว้ วานนี้ไม่ได้พูดชื่อคนประจำที่ให้ประจำที่บ้านท่านเจ้ากรมเสริมอีก ๓ คน คนนี้เป็นหญิง ถ้ารวมผู้ชายด้วยเป็น ๖ คน คือว่า คุณนิดกับคุณปวิณนะ คุณกะละมัง คุณนิดกับคุณปวิณ กะละมังนี้ก็ให้เป็นประจำเหมือนกัน และคุณอัญชัญกับคุณอันเชิญ กับสามีคุณบัณเย็นและนาวาอากาศโทอะไรนี่ หมอน่ะ จำชื่อไม่ได้แล้ว นึกไม่ออกแล้ว นึกกันเองนะ นี่เขาให้สตางค์กินกัน เมื่อวานนี้ฉันพูดเรื่องนี้แล้ว ตอนกลางคืนฉันก็นอนสบายใจ ฉันสบายใจอะไรรู้ไหม เรื่องที่ฉันทำอีลุ่ยฉุยแฉกน่ะ ใช้เงินของเขาผิดประเภท ฉันมีความหวังอย่างคนแก่ธรรมดา เพราะว่าตามธรรมดาคนแก่เป็นนักสะสม ไอ้โน่นก็ของกู ไอ้นี่ก็ของกู แม้แต่เศษกระดาษก็เก็บ เพราะว่าคนแก่เห็นความหมาย เห็นความหวังว่ามันเป็นประโยชน์ อย่างน้อยที่สุดเศษกระดาษเราใช้เช็ดปากเช็ดมือหรือเป็นอะไรก็ได้ นี่เป็นเรื่องของคนแก่ คนแก่น่ะยุ่งอย่างนี้ แต่แก่อย่างฉันไม่ใช่ยุ่งอย่างนั้น เก็บเหมือนกันสตางค์ที่ลูกหลานให้มาเพื่อกินเพื่อใช้ซื้อข้าวซื้ออาหารซื้อยารักษาโรค ฉันคิดว่าฉันใกล้จะตาย กินมากนักจะเสียเปล่า แต่กินพอมีพอควร บางทีเหลือ แต่ไม่ใช่เหลือไว้กิน ทั้งนี้เพราะเป็นตามธรรมดาของคนแก่ที่ห่วงลูกห่วงหลาน คนแก่ทุกคนมีความหวังมาก นี่ห่วงว่าลูกหลานของฉันจะเป็นคนจน ไอ้ชาตินี้เขาจะจนหรือรวยไม่สำคัญ เพราะชีวิตนี้เราได้รับผลกันแล้ว วันข้างหน้าซิ คนแก่ที่สะสมทรัพย์สมบัติก็สะสมไว้ให้ลูกหลานในวันหน้า เวลาตายไปแล้วทรัพย์สินส่วนนี้ที่ดินแปลงนี้ หรือว่าบ้านหลังนี้ หรือว่าเงินจำนวนนี้ จะมีไว้กับหลานคนนั้น คนนี้ นี่เป็นภาวะของคนแก่ แต่ว่าคนแก่อย่างฉันไม่เป็นอย่างนั้น อยากจะให้ลูกหลานของฉันร่ำรวยในอริยทรัพย์ ชาตินี้มีแค่นี้แล้วชาติหน้าอยากให้รวยกว่านี้ อยากให้มีความสุขกว่านี้ ให้มีทรัพย์สินมาก ๆ ให้มีบ้านสวย ๆ มีความเป็นอยู่อย่างเป็นสุข มีหูมีตาดี มีจมูกดี ทีนี้ฉันก็ทำหมด เอาเงินของลูกหลานไปสะสมสร้างของพวกนี้เข้าไว้ให้ลูกให้หลานของฉัน ส่วนใดที่เป็นทานบารมี อาหารส่วนการบริโภค ฉันก็จัดสงเคราะห์แก่คนและสัตว์ตามสมควร นอกจากนั้นก็เอาไปสร้างบ้านสร้างเรือนเข้าไว้ สร้างเครื่องหูทิพย์ สร้างเครื่องตาทิพย์เข้าไว้ บางทีลูกหลานทั้งหลายเห็นฉันเข้าจะว่าหลวงตาแก่นี่ไม่เจียมตัว หากินเองก็ไม่ได้ต้องอาศัยลูกหลานกิน ยังสร้างโน่นสร้างนี่ ซื้อโน่นซื้อนี่ ไม่รู้จักเจียมตัวสักที แต่ลูกหลานเอ๋ย ฉันน่ะเป็นคนรวยแล้วนะ เวลานี้ฉันรวยบริบูรณ์สมบูรณ์ครบทุกอย่างแล้วเฉพาะตัวฉัน แต่ว่าลูกหลานเท่านั้นแหละยังไม่ครบ ไอ้ที่ฉันสะสมไว้นี่เพื่อให้ลูกหลานเป็นคนรวยบ้าง ความรวยของคนเรามีอยู่ ๓ ขั้น ที่ฉันต้องการ คือ

?

. ตายไปแล้วไปเกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ มีทุกอย่างเป็นทิพย์ ที่อยู่ก็เป็นทิพย์ ร่างกายก็เป็นทิพย์ หูตาเป็นทิพย์ อวัยวะทุกส่วนเป็นทิพย์ ถ้าหมดจากสวรรค์ลงมาเกิดในมนุษย์โลกก็จะมีทรัพย์สินสมบูรณ์ หูตาดี นี่ความต้องการของฉัน การสร้างวิหารทานจะได้มีที่อยู่ดี การให้ทานแก่สัตว์และบุคคล ลูกหลานก็ได้เป็นคนมีทรัพย์สินบริบูรณ์ ทีนี้การสร้างเครื่องให้ได้รับความสะดวกจากเสียงจากแสง ไฟฟ้าหรือว่าเครื่องติดต่อ ไฟฟ้าเป็นเรื่องของหูตาดี และเครื่องติดต่อเข้าใจง่ายเป็นเรื่องของหูดี นี่ฉันทำไว้หมดเพื่อลูกเพื่อหลาน ถ้าเห็นเข้าก็โมทนากัน รู้เข้าก็โมทนากัน จะได้บุญเพราะอำนาจปัตตานุโมทนามัย คือแสดงความยินดีร่วม การแสดงความยินดีร่วมเป็นบุญเป็นกุศล เป็นกำไรที่ได้อย่างชนิดไม่ต้องลงทุน แต่ความจริงลูกหลานก็ลงทุนมาแล้ว ซึ่งคิดว่าเงินจำนวนนี้ให้หลวงตาเฒ่าไปซื้อยารักษาโรค หรือว่าซื้ออาหารเป็นเครื่องบริโภค แต่หลวงตาเฒ่าเจ้าเรื่องแกก็ไปสร้างอะไรต่ออะไรเสีย ก็เอาไว้บ้าง ไม่ใช่เอาไปหมดหรอก เรื่องยานี่มันต้องกิน มันเชื่อเขาได้นี่ บางทีหมดแล้วก็ไปเอาเขามาก่อน ก็รู้อยู่นี่ว่าลูกหลาน ใจดี พบหน้ากันเมื่อไรก็ให้กันเมื่อนั้น ก็เลยมาตั้งท่าเป็นหนี้เอาไว้ก่อน สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นความจำเป็นน้อย ข้าวปลาอาหารฉันเป็นคนกินไม่ยาก ถ้าโรคกระเพาะฉันไม่รบกวน ไม่ว่าอะไรฉันกินได้ทุกอย่าง กินได้อย่างคนธรรมดา โรคภัยไข้เจ็บก็เหมือนกัน ฉันถือว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ๆ มันไม่แปลกสำหรับฉัน จึงมีความวิตกน้อย เรื่องวิตกมีอยู่อย่างเดียว คือ กลัวลูกหลานจะเป็นคนจน

?

. ทีนี้ความรวยอันดับ ๒ ขั้นพรหมโลก นี่เขามีความรวยมีความเป็นสุขมาก ฉันก็หาทางไว้แล้ว

?

. รวยอันดับที่ ๓ รวยเต็มที่ ที่อย่างฉันคุยว่าฉันเป็นมหาเศรษฐีใหญ่แล้ว เวลานี้ฉันเป็นมหาเศรษฐี รวยอันดับนี้ก็คือรวยพระนิพพาน สิ่งที่เกิดขึ้นตามความประสงค์ หมายความว่าไม่ต้องคิด ไม่ต้องเนรมิต ไม่ต้องคิดว่าสิ่งนั้นควรมี ไม่ต้องคิดว่าสิ่งนี้ควรมี ถ้าถึงความจำเป็นแล้วมันมีของมันเอง นี่เป็นมหาสมบัติใหญ่ เป็นภาวะแห่งมหาเศรษฐี นี่ฉันเอาเงินของลูกหลานทุกคนไปใช้อีลุ่ยฉุยแฉก ฉันมีความประสงค์อย่างนี้นะ ฉะนั้น เวลาฉันตายฉันจะเหลือหนี้ไว้ ไม่ใช่เหลือเงิน เวลานี้ฉันเป็นคนรวยแล้ว ฉันมีเงินอยู่เท่าไร มีอยู่ ๘๖ บาท ฉันฝากธนาคารไว้ ๓ ปี นี่ใครว่าฉันจน มีเงินตั้งชั่งกว่า ฉันฝากธนาคาร ออมสิน ฝากประเภทประจำเสียด้วย ความจริงเงินจำนวนนี้ ศิริรัตน์ โรจนวิภาต และก็นนทา อนันตวงษ์ พร้อมด้วยฉลวย วาสนา พิมพา และคณะของเขา เขาจัดทำบุญวันเกิดของฉันปีแรกได้ไว้ ๘,๐๐๐ บาท แล้วฉันก็ไปดึงเอาของเขามาสร้างเสียหมด เขาหาไว้ให้เพื่อจะได้ใช้ค่าอาหารและยารักษาโรค แต่พอเขาเผลอฉันก็ไปเบิกมา เบิกมามันก็ไม่หมด เอาไว้ ๘๖ บาท เมื่อวานซืนนี้เจ้าหน้าที่เขาบอกว่ามีดอกเบี้ยแล้วมีดอกเบี้ยงอกขึ้นมาหน่อย นี่ฉันไม่ใช่คนจนนะคนขนาดมีเงินฝากธนาคารตั้งชั่งกว่านี้และก็มีดอกเบี้ยด้วย มีดอกมีผลได้ จนที่ไหน ไม่จน และก็พอดีคุณอะไร คุณติ๋ว คุณวัฒนีน่ะ ความจริงเมื่อคราวที่แล้วกลับไปกรุงเทพฯ ได้สตางค์มาเยอะ คิดไม่ถึง เวลาไปไม่ได้คิดจะไปทวงใครไปขอใครหรอกนะ คิดว่าถ้าเขาเมตตาเขาก็ให้ เขาไม่เมตตาก็แล้วไป ไม่รบกวนใคร ให้มาแล้วมานับสตางค์ดูแล้วได้มาตั้ง ๘,๐๐๐ กว่า ของ คุณวัฒนี นวพันธุ์ คุณติ๋ว แกให้มาเป็นประจำเดือน ๆ ละ ๕๐๐ บาท และแกใส่ซองเขียนมาด้วยว่า เดือนนั้นเดือนนี้เดือนนี้เดือนนั้น ๑๒ เดือน ก็เป็น ๖,๐๐๐ บาท แล้วของคณะบ้านเจ้ากรมหมายความเอาเป็น คณะนี้ใครบ้างต่อใครบ้างก็ไม่ทราบ คณะของฉลวยนั่นอีกคณะหนึ่งรวมมาอีกเป็น ๒,๐๐๐ กว่า ๆ นิดหนึ่ง รวมเงินทั้งหมดแล้วก็ได้ ๘,๐๐๐ กว่า ๆ ฉันมาเปิดซองดูแล้ว แหม ฉันนี้รวยมหาศาล รวยมาก รวยอย่างคาดไม่ถึง ในชีวิตของฉันไม่เคยมีเงินขนาดนี้ ฉันเทศน์ได้เงินเป็นปี๊บ แต่ว่าฉันก็เป็นหนี้เขาเลยปี๊บ หนี้ตั้งแต่สมัยหนุ่ม ๆ พอฉันเห็นรวยเงิน คุณติ๋วแกเขียนไว้อย่างนั้น ฉันกลัวแกจะดุเอา ฉันก็เลยเอาของแกไปฝากคลังออมสินไว้ คิดว่าถึงเดือนฉันจะเบิกมาใช้ ๕๐๐ บาท นี่เป็นทุนเป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่งที่ได้แน่กันละ มีใช้แน่กันล่ะ มันจะพอไม่พอไม่สำคัญ ค่ายานี่สำคัญ แต่ว่าส่วนหนึ่งนอกจากนั้นฉันเอาไปทำไม เวลานี้ฉันกำลังจะสร้างกุฏิตึกนี่ สร้างส้วม สร้างศาลาดิน ฉันก็ไม่มีสตางค์ค่าแรงงาน ฉันก็มาตุนไม้เป็นค่าแรง แล้วเอาเงินของคุณติ๋ว ๕๐๐ บาท ชักเอาไว้สำหรับเดือนมกราคม ว่าถ้ากินไม่หมดใช้ไม่หมดก็จะไปผสมค่าแรงงาน นี่หลวงตาแก่เลอะเทอะแกทำอย่างนี้นะ นี่เป็นความดีของลูกหลาน เป็นอันว่าเวลานี้ ฉันเป็นมหาเศรษฐีใหญ่ ฉันมีเงินฝากธนาคารไว้เท่าไร ๕,๕๐๐ กับ ๘๖ บาท นี่เป็นเงินต้น ไอ้ดอกเบี้ยของ ๘๖ บาท เท่าไรไม่รู้ นี่ฉันรวยนะ ไม่ใช่ฉันจน คนรวยอย่างฉันหาไม่ได้หรอก ไปถามคนอื่นเถอะ ไม่มีใครเขารวยหรอก มีแต่เขาจนกันทั้งนั้น เขามีเงินตั้งแสนสองแสน ตั้งล้านสองล้าน เขาจนนะ เขาไม่มีหรอก ฉันมีเงินคงคลังอยู่ ๘๖ บาท นี่เบ่งมา ๓ ปีแล้ว ใครเขามาคุยกับฉัน ๆ ก็เต๊ะท่าบอกว่า เอ๊ะ ใครมาว่าฉันจน ฉันมี ๘๖ บาทในธนาคาร แต่เงินจำนวนนี้ที่มันคงสภาพอยู่ได้เพราะอะไร ไม่กล้าไปเบิก อายเจ้าหน้าที่ธนาคารเขา ขายขี้หน้าเขา เขาจะว่าแหมแค่เงินชั่งกว่า ๆ นี่ยังจะมาเบิกอีก ที่มันทรงอยู่ได้ก็เพราะอายเขาหรอกนะ ถ้าไม่อายเขาก็หมดไปแล้ว อ้าว นี่มาเลอะเทอะไปแล้วสิ มาว่ากันต่อไปว่า เมื่อคืนฉันสบายใจเพราะอะไร พอฉันพูดแล้วตอนเช้าพูดแล้ว ฉันสบายใจว่าที่ฉันได้ระบายความรู้สึกที่แท้จริงให้ลูกหลานฟัง แล้วฉันก็ย่อง ๆ ขึ้นไปดูว่าบ้านที่ฉันสร้างให้ลูกให้หลานนี้ด้วยเงินค่ายาค่าอาหารก็ดี เงินที่ลูกหลานบำเพ็ญกุศลมาเป็นกรณีพิเศษก็ดี มันอยู่ที่ไหนบ้าง มีเวลาว่างฉันก็ย่องขึ้นไปดู เห็นมันมีอยู่แพรวพราวไปหมด เยอะแยะ ถามเจ้าหน้าที่ประจำถิ่นเขาอย่างสวรรค์ชั้นกามาวจร ฉันก็ถามพระอินทร์ อย่างชั้นพรหมฉันถามท่านท้าวมหาพรหม เลยขึ้นไปนิดก็ถามท่านใหญ่ นี่ฉันไม่บอกชื่อล่ะ รู้เอาเองนะ ท่านก็ชี้แจงให้ทราบอันนี้เป็นของคนนี้ อันนั้นเป็นของคนนั้น คนนี้มีบารมีขนาดนี้ คนนั้นมีบารมีขนาดนั้น แล้วก็ถามถึงกาลข้างหน้าว่า พวกนี้จะได้ขึ้นมาครองไหม ท่านก็บอกว่ามีร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงแม้ว่าชีวิตของเขาจะมีอารมณ์อีลุ่ยฉุยแฉกอยู่บ้าง (ศัพท์นี้มันเป็นศัพท์ภาษาคนแก่นะ ภาษาหนังสือภาษาตำราเขาว่าอย่างไรไม่ทราบ อีลุ่ยฉุยแฉก หมายความ มันไม่ค่อยจะตรงทาง) บอกว่าถึงแม้เขาจะมีอารมณ์อย่างนั้นอยู่บ้างก็ตามที แต่ทว่าเวลามรณภาพลงไป สิ่งที่เป็นความดีจะปรากฎ ถ้าเขานึกถึงสิ่งที่เป็นความดีปรากฎนิดหนึ่งเท่านั้น ทรัพย์สมบัติที่เป็นความดีทั้งหลายที่ท่านสะสมไว้ให้ ทุกคนเขาจะมีสิทธิ์เข้ามาครองได้ทั้งหมด พอฉันไปพบท่านเล่าให้ฉันฟัง ฉันกลับลงมา ฉันนอนสบายใจ สบายที่ว่าฉันเอาเงินของลูกหลานไปใช้อย่างลับ ๆ ทำงานประเภทที่เรียกว่าปกปิดมานาน เวลานี้ถึงกาลที่จะเปิดเผยกันแล้ว เพราะฉันใกล้จะตาย ฉันใกล้จะตาย ฉันจะได้บอกลูกหลานของฉันมีอะไรอยู่ที่ไหนบ้าง ฉันมั่นใจว่าลูกหลานของฉันทุกคนเวลาตาย อย่างต่ำก็ต้องไปสวรรค์ชั้นกามาวจร อย่างกลางต้องไปพรหมโลก อย่างดีที่สุดมีอยู่แล้วก็คือพระนิพพาน แต่ใครจะหมุนกลับลงมามนุษยโลก ฉันแน่ใจว่าลูกหลานของฉันไม่จน คนที่รวยอยู่แล้วจะรวยมากกว่านี้ คนที่ไม่เคยร่ำรวยจะพบกับความร่ำรวยอย่างคาดไม่ถึง นี่สิ่งเหล่านี้ฉันมีความมุ่งหวังมานาน ตั้งแต่บวชปีแรกฉันจะทำอย่างนี้ และฉันก็ทำตลอดมา ทำในสมัยที่ฉันมีกำลังร่างกายดี แต่เวลานี้ฉันไม่มีแรงแล้ว หาเงินไม่ไหว เทศน์ก็ไม่ไหว สวดมนต์ก็ไม่ไหว ร่างกายมันก็ไม่อำนวย ไปรับนิมนต์ใครเขาเข้าก็กลายเป็นคนโกหกชาวบ้านไป หมายความว่าไปไม่ได้ตามกำหนด ก็เลยเป็นอันว่าเลิกกัน เงินทองที่จะใช้จะกินเข้าไป นอกจากลูกหลานให้แล้วไม่มี ไม่มีทางได้เลย แต่ก็เป็นความดีจริง ๆ ที่ลูกหลานทุกคนสงเคราะห์ฉันอย่างคาดไม่ถึง ผลความดีอันนี้แหละนะ ในฐานะที่ฉันเป็นหลวงปู่ หลวงตา หลวงพ่อ และก็เป็นพระแก่เจ้ากี้เจ้าการถือ พระรัตนตรัยเป็นสำคัญ คือ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ฉันขอตั้งสัตยาธิษฐาน อ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข พร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมด และพระพรหมและเทพเจ้าทั้งหมด ขอทุกท่านจงกำหนดจิตจดจำลูกหลานของฉันไว้ว่า บุคคลผู้ใดก็ตาม เมื่อเวลาจะตายขอให้มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ มีจิตน้อมไปในกุศลกรรม และขอให้ได้รับผลที่ฉันได้ทำไปแล้ว ทุกประการแก่ลูกหลานของฉันทุกคน เวลานี้ที่ความปรารถนาสมหวัง นี่ฉันตั้งใจไว้นาน ปรารถนาไว้นาน คิดว่าจะทำไม่ได้ แต่เวลานี้ทำได้แล้ว ลูกหลานของฉันทุกคนมีศรัทธาเป็นอจลศรัทธาแล้ว มีความมั่นคงในพระพุทธศาสนาแล้ว มีความดีพอสมควรแล้ว อย่างน้อยที่สุดทุกคนเกิดบนสวรรค์ได้ ตายมาจากสวรรค์มาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นคนรวยได้ หรือไปพรหมโลกได้ หรือไปพระนิพพานได้ มีแล้วทั้ง ๓ ระดับ ฉันดีใจ ฉันพอใจมาก

?

เอาล่ะ ต่อไปมาพูดกันถึงหลวงพ่อปานดีกว่านะ ท่านทั้งหลายที่เคยเห็นในตอนก่อนกับเห็นในสมัยนี้ หรือฟังในตอนก่อนกับฟังในสมัยนี้ทราบด้วยว่าฉันเปลี่ยนตัวเสียแล้ว ร่างกายภายนอกน่ะไม่ได้เปลี่ยน มันทรุดลงไป แต่เปลี่ยนใจ คำว่าตัวตนในที่นี้หมายถึงใจ ก็มันมีสภาพไม่สวย ฉันเปลี่ยนมันเสียแล้ว สนิมที่มันเกาะอยู่ ฉันพยายามไล่มันลงบ้างแล้ว ฉะนั้น เวลาพูด เวลานี้ต้องการอย่างเดียวคือ สารธรรม แล้วการประจบประแจงใครเลิกกัน เพราะถืออย่างเดียวว่าร่างกายเป็นรังของโรค มันจะต้องเปื่อยเน่า มันจะตาย เมื่อมันจะตายแล้ว เมื่อมันจะประจบสอพลอก็หวังให้เขาบำรุงบำเรอร่างกาย ก็นี่ฉันรู้แล้วว่าร่างกายของฉันมันจะพัง จะให้ใครมานั่งบำรุงบำเรอฉันเพื่ออะไร เอาสิ ถ้าไปหลงเข้าแบบนั้น ลุงพุฒิ นั่งแยกเขี้ยวแหง เอามือชี้หน้าขึ้นมา เอาสิ ประจบสิ จะได้จดลงนรกเสียอีก ไม่ได้หรอกคนนี้ คอยสะกิดข้างเรื่อยนี่ ลุงพุฒิ ว่าง ๆ ฉันทำชั่วแกจดให้ฉันไปนิพพานไม่ได้รึ แกยกมือขึ้น ๔ มือเลย แถมกระดิกเท้าด้วย ไม่ได้ ไม่ได้ ชั่วเป็นชั่ว ดีเป็นดี นี่เห็นไหม ลูกหลาน ลุงพุฒิแกเป็นคนตรงไปตรงมานะ แกไม่กินสินบาทคาดสินบนใคร

?

เอา ต่อแต่นี้ไปมาเล่าเรื่องหลวงพ่อปานจะดีกว่านะลูกหลานนะ วันนี้ดูท่าจะนิ่มนวลสักหน่อย ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะเที่ยวไปชมสมบัติของลูกหลานเพลินไป กลับมาดึก แถมตื่นตี 2 ไปอีก มันปลื้มใจนะลูกหลานนะ ปลื้มใจจริง ๆ ปลื้มใจที่เห็นสมบัติลูกหลานฉันมันสวย ปลื้มใจบอกไม่ถูก ฉันอิ่มบอกไม่ถูก จริง ๆ นะฉันจะบอกให้ เวลานี้ใครเอาทรัพย์สินมาให้ จะตั้งให้ฉันเป็นอะไร อย่ามาตั้งเลยฉันไม่เอาหรอก ตั้งแล้วไปนรก แน่ะ ลุงพุฒิแกขยับดินสออีกแล้ว บอกเอาสิ รับตรงสิ จะได้จดลงนรกไป วันนี้เห็นหน้ากันแจ๋วแหววเชียว ไม่รู้ยังไง ท่าจะอารมณ์ดีขึ้นก็ไม่รู้ ไหน ลมเรอะ แน่ะ เขาร้องขึ้นมาบอกว่าลมดี ฉันจะพูดเรื่องนี้เขาบอกว่าเขาเป็นพยาน แล้วแกอย่าลืมนะ ลูกหลานของฉันทุกคนน่ะ เวลาจะตายนะแกนะ แกจะให้เผลอสติไม่ได้นะ สั่งลูกน้องของแกขึ้นมานะ เพื่อเตือนใจเขาให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง และสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศลอย่างใดอย่างหนึ่งไว้นะ เขารับปากดี ดีใจ เออ อย่าถือหลวงตาเลยนะ ตาพุฒิตาเพิดแกมีหรือเปล่าก็ไม่รู้ มาว่ากันถึงเรื่องหลวงพ่อปาน เมื่อวานมาจบลงตรงไหนนะ ใครจำได้ไหม อ๋อ นึกออกแล้ว จบเอาตอนที่ท่านด่าพระ

?

ทีนี้เรามาเริ่มต้นเรื่องของหลวงพ่อปาน ที่เรามาเล่าตอนท้ายของท่านเป็นความดี เป็นเรื่องธุดงค์ ตานี้มาว่ากันตอนต้นดีกว่า คนเราก่อนจะดีน่ะมันจะต้องสร้างมาทีละน้อย ๆ เอากันตอนเรื่องของท่านเป็นเด็ก ฉันจำได้ว่าตอน พ.. ๒๔๘๐ ปีนั้นฉันบวชวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๐ พอวันรุ่งขึ้นจะเป็นวันสารท ทำบุญสารท วันนั้นท่านประชุมพระ เมื่อประชุมเสร็จสิ่งที่ท่านสั่งก็จะหมดในเวลา ๓ ทุ่ม เริ่มเวลา ๒ ทุ่มตรง เลิกเวลาประมาณ ๓ ทุ่ม คือ เรื่องสิ่งที่เป็นสาระ หลังจากนั้นมาท่านว่า ต่อแต่นี้ไปไม่มีแล้วสิ่งที่จะสั่งคือสิ่งที่จะอบรมไม่มี หากว่าใครจะคุยกับฉันก็คุยได้ คุยกันจนกว่าจะง่วงนอน ถ้าว่าใครจะมีธุระ ใครอยากจะนอนจะพักผ่อนก็นิมนต์กลับได้ ก็ไม่มีใครเขากลับกัน เขานั่งป๋อหลอกันทุกคน นั่งอยู่หน้าพลับพลา สำหรับเจ้าลิง 4 ตัวนั่งใกล้พระรามเลย นี่อย่าคิดว่าหลวงพ่อปานเป็นพระรามนะ ไม่ใช่หรอก ฉันสมมติว่าพวกฉัน ๔ ตัว ไม่ใช่ ๔ องค์ พวกฉันเป็นลิง ท่านเรียกไอ้ลิงขาว ไอ้ลิงดำ ไอ้ลิงเล็ก ไอ้ลิงเผือก ท่านเรียกไอ้ลิงนะ ท่านไม่เรียกพระจนกระทั่งตาย จะตายอีก ๒ - ๓ นาที ลืมตาขึ้นมาแล้วถามว่าใคร บอกว่าผมเองขอรับ บอก อ๋อ ลิงดำรึ เห็นไหมล่ะ ท่านไม่ได้เรียกฉันเป็นพระเป็นคน ท่านเรียกฉันเป็นลิง ฉันก็เลยจำว่าฉันเป็นลิง ลิงนี่สบาย แก้ผ้าเดินก็ได้ ห้อยโหนโยนตัวก็ได้ สภาพของฉันมันก็คล้ายลิงจริง ๆ ไม่ค่อยจะเหมือนคน ดูกันให้ดีเถอะ เป็นลิงผิดประเภทอยู่หน่อยหนึ่ง ลิงตัวอื่น ๆ เขามีผมบนหัว เป็นผมพนมเหมือนกับยกมือพนม แต่ไอ้ฉันมันเป็นลิงหัวล้าน ต่างกันหน่อยหนึ่งนะ นี่ลิงหัวล้านไม่เหมือนชาวบ้านชาวเมืองเขา เมื่อไม่มีใครกลับ ท่านก็เลยเล่าเรื่องเมื่อเป็นเด็กให้ฟัง ท่านบอกว่า นี่ฉันจะเล่าเรื่องราวของฉันเมื่อก่อนบวชนะ พวกเธอจะได้รับฟังไว้ มันจะเป็นเรื่องความโง่หรือความฉลาดของฉันก็ตาม มันเป็นความดีหรือความชั่วก็ตามช่างมัน ฉันจะเล่าให้ฟังแล้วจำไว้ ถ้ามันเป็นประโยชน์ก็เก็บไว้นะ ถ้าไม่เป็นประโยชน์ก็ทิ้งไป

?

ท่านบอกว่าสมัยท่านเป็นเด็กอายุสัก ๔ - ๕ ขวบ นี่ท่านไม่ได้จำกัดไปนะว่ามันกี่ขวบกันแน่กี่ปีกันแน่ ท่านบอกประมาณ ๔ - ๕ ขวบ ท่านวิ่งเล่นใต้ถุนบ้าน หลวงพ่อปานท่านเป็นคนบางนมโค และเป็นคนตำบลนั้นไม่ใช่คนที่อื่น เป็นคนที่มีฐานะค่อนข้างจะมั่งคั่งอยู่สักหน่อยนะ สมัยนั้นเขามีทาสกัน ที่บ้านท่านก็มีทาส ท่านบอกว่า วันหนึ่งท่านวิ่งเล่นอยู่ใต้ถุนบ้านย่าของท่าน ก็ปรากฎว่าย่าของท่านกำลังป่วยหนักใกล้จะตาย เวลานั้นก็เห็นจะเป็นเวลาบ่ายสัก ๒ - ๓ โมงกว่า ท่านว่าอย่างนั้นโดยประมาณ คนทุกคนเขามาเยี่ยมย่า พ่อแม่ของท่านก็ไป เมื่อคนทุกคนขึ้นไปแล้ว ท่านบอกเห็นร้องดัง ๆ บอก แม่ แม่ อรหังนะ อรหัง ภาวนาไว้ อรหัง พระอรหังจะช่วยแม่ ก็ร้องกันเสียงดัง ๆ ท่านอยู่ใต้ถุน ท่านยืนฟัง ท่านยืนฟังเขาว่าอรหังกันทำไม พอท่านสงสัยก็ย่องขึ้นไปที่หน้าบันไดชานเรือน พอท่านขึ้นไปแล้วก็ปรากฎว่าผู้อยู่เขาเอาปากกรอกไปที่ข้างหูของคุณย่าท่าน บอกแม่ แม่ อรหังนะ อรหัง แต่ว่าพอผู้ให้เขามองเห็นท่านเข้าไปเขาก็ไล่ท่านไป เขาจะหาว่าไอ้เด็กมันรุ่มร่าม ท่านก็เลยไปเล่นใต้ถุนบ้านอื่น พอมาถึงตอนเย็นเวลากินข้าว ท่านแม่ก็ป่าวหมู่เทวฤทธิ์ คือเรียกลูกกินข้าว

?

เมื่อทุกคนมาพร้อมกันแล้ว ท่านแม่ก็จัดกับข้าวมาวางกลาง สำหรับตัวท่านเองเป็นเด็ก เขาเอาข้าวใส่จานมาให้แล้วเอาแกงเท ท่านบอกว่าไอ้แกงฉู่ฉี่แห้งท่านชอบ เขาใส่มาให้ เรียกว่าไม่ต้องไปหยิบกับข้าว กินแบบประเภทข้าวราดแกง เวลาที่ท่านกินข้าวไปแล้วมานั่งนึกว่ากับข้าวมันอร่อยถูกใจก็เกิดความชุ่มชื่น พอจิตมันนึกขึ้นได้ว่า เขาบอกอรหัง อรหัง นึกถึงคำว่าอรหังขึ้นมาได้ ท่านก็เลยปลื้มใจ อย่างไรชอบกล เลยเปล่งวาจาออกมาดัง ๆ ว่า อรหัง อรหัง ว่า ๒ - ๓ คำ ท่านแม่มองตาแป๋ว ลุกพรวดจับชามข้าวที่ท่านถืออยู่วางไว้ จับตัวท่านวางปังออกไปนอกชาน แล้วร้องตะโกนสุดเสียงเขียว เอ้า มึงจะตายโหงตายห่าก็ตายห่าคนเดียว มันจะมาว่าอรหังที่นี่ได้รึ คำว่าอรหัง พุทโธ นี่คนเขาจะตายเท่านั้นแหละเขาว่ากัน นี่ดันมาว่าอรหังที่นี่ ทำเป็นลางร้ายให้คนอื่นเขาพลอยตายด้วย มึงจะตายโหงตายห่าก็ไปตายคนเดียว ท่านแปลกใจคิดว่า นี่เราว่าดี ๆ นี่ แม่ดุเสียงเขียวปัด นี่มันเรื่องอะไรกัน ในเมื่อถูกแม่ดุอย่างนั้นจะขืนว่าอีกก็เกรงไม้เรียว ก็เลยไม่ว่าอีก ตอนนี้ไม่ว่า ลุกไปหยิบข้าวไปกินทั้งน้ำตาคลอ เสียใจว่านี่เวลาท่านให้ผู้อื่นพูดว่าได้ แต่เราเป็นเด็กจะว่ามั่งว่าไม่ได้ มันแปลก ท่านแปลกใจ แต่ก็ไม่ว่าอะไร กินข้าวด้วยอาการตื้นตันใจ วันนั้นกลืนไม่ค่อยลง ท่านพูดถึงตอนนี้แล้วท่านก็หัวเราะบอกว่า คุณแม่ฉันน่ะโง่นะ ไม่ได้ฉลาดหรอก อีตอนใหม่นั้น ตอนฉันมาบวชได้แล้วคุณอรหังหรือพุทโธนี้ถ้าใครภาวนาไว้ เป็นวาจาที่กล่าวถึงคุณงามความดีของพระพุทธเจ้าและพระอริยสงฆ์ทั้งหมด ถ้าใครภาวนาคำนี้ได้ตกนรกไม่ได้ เขาห้ามตกนรก พอท่านพูดแล้วท่านก็ชี้มือมาทางฉัน บอก นี่เจ้าลิงดำนี่ก็เหมือนกัน เมื่ออายุ ๑๒ ปี มันจะตาย มันย่องตามเขาไปนรก เขาไม่ให้เข้าเขตนรก จนกระทั่งฉันมาบวช นี่มันไปได้ของมันนะ แต่เขาก็ไม่ให้มันไป เขาไม่ยอมให้มันไป ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่าคนที่ภาวนาพุทโธหรืออรหังนี่ จัดว่าเป็นคนปรารถนาความดีของ พระพุทธเจ้า มีความดีเกินกว่าที่จะลงนรก แต่ว่าแม่ของฉันนี่ท่านไม่รู้ ก็เป็นโทษเพราะไม่ได้รับการศึกษา แต่ว่าไม่เป็นไรหรอก ตอนหลังที่ฉันบวชแล้วนี่นะ ฉันกลับใจแม่ของฉันได้ ฉันแนะนำให้ท่านทราบแล้ว เวลาท่านตายท่านก็ยึดพุทโธ อรหัง เป็นอารมณ์ แต่ไม่ได้ยึดเวลาตาย ฉันให้ท่านว่าทุกวัน

?

นี่ท่านเล่าถึงเรื่องแม่ของท่านตอนนี้ เมื่อพูดถึงเรื่องแม่ของท่าน บรรดาลูกหลานทั้งหลายก็เลยจะเอาเรื่องแม่ของท่านมาพูดให้ฟัง เพราะมีเรื่องอยู่นิดเดียวมาเล่าต่อกันฟังเลย ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องเข้ามาอายุมากแล้ว ประมาณ ๓๐ หรือ ๔๐ ปีแล้ว ใกล้จะ ๔๐ แม่ท่านตาย แต่มันจะข้ามตอนไปบ้างก็ช่างมันเถอะนะ จะได้ไม่เอาไปคั่นกับเรื่องอื่นเข้า คือว่าหลวงพ่อปานท่านมีความกตัญญูกตเวทีกับแม่ท่านมาก ทั้งพ่อ ทั้งแม่นั่นแหละ พ่อก็ดีแม่ก็ดี เวลาป่วยท่านไม่ยอมให้อยู่ที่บ้าน ท่านเอามารักษาตัวที่วัดให้นอนในกุฎิท่าน ผ้านุ่งแม่ของท่าน ๆ ซักเอง ท่านเอาผ้านุ่งแม่ของท่านไปตากไว้บนขื่อ ไอ้ขื่อบ้านนี่มันสูงนะลูกหลานนะ มันสูงกว่าหัวคนนะ เวลาเดินไปเดินมาหัวคนก็ต้องลอดขื่อ แต่ผ้านุ่งแม่ของท่าน ท่านไปตากไว้บนขื่อ เวลาแม่ท่านลุกไม่ถนัดท่านก็อุ้มลุกอุ้มนั่ง ถึงได้บอกว่าแม่ท่านเป็นผู้หญิง แต่ว่าเวลานั้นท่านเป็นพระ มีคนหลายคนเขามาตำหนิท่าน ผู้หญิงเขาติว่า คุณปาน โยมของคุณน่ะเป็นผู้หญิง ผ้านุ่งเอาไปตากบนขื่อ ซักผ้านุ่งแม่เอง อุ้มลุกอุ้มนั่งเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวเองอย่างนี้แม่จะบาป ท่านก็เลยบอกว่า พระพุทธเจ้าท่านว่าไม่บาปนี่ พระพุทธเจ้าท่านว่าดีนี่ ท่านก็ตอบกับคนพูดว่า เวลานี้ไม่ใช่คนแล้ว ฉันเป็นพระ พอฉันมาเป็นพระฉันเป็นลูกของพระพุทธเจ้า ในเมื่อพระพุทธเจ้าผู้เป็นพ่อว่าไม่บาปเป็นความดี ฉันก็เลยทำตามท่านน่ะซิ หากว่าฉันจะทำตามคนอื่นพูดก็ชื่อว่าฉันไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ฉันทำตามคำของพระพุทธเจ้าชื่อว่าฉันไม่เชื่อคนอื่น หากว่าฉันเป็นฆราวาสฉันจะเชื่อชาวบ้าน แต่ว่าเวลานี้ฉันเป็นพระฉันต้องเชื่อพระพุทธเจ้า เมื่อเขาสงสัยก็ถามว่าพระพุทธเจ้าเทศน์ไว้ที่ไหน ว่าอย่างไร ท่านก็บอกว่า พระพุทธเจ้าเทศน์ไว้ในพระไตรปิฎกมีอยู่ แต่ว่าถ้าจะหาให้ง่ายจงไปหาในพระธรรมบท แล้วดูเรื่องราวในเรื่องของทศชาติ คือเรื่องของสุวรรณสามก็ได้ แล้วท่านเลยกล่าวเอาเรื่องของพระที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ในธรรมบท คำว่า ธรรมบท นี้คือบทที่กล่าวถึง ธรรมบทแปลว่า ถึง เรื่องที่เข้าถึงธรรม เข้าถึงความดี ธรรมคือสิ่งที่คงสภาพและทรงไว้ซึ่งความดี เรียกกันว่าธรรม ถ้าจะแยกออกไปก็ต้องแยกเป็น กุศลธรรมและอกุศลธรรม ถ้ากุศลธรรมเป็นธรรมฝ่ายความฉลาด ความดี อกุศลธรรมก็เป็นธรรมฝ่ายชั่ว หากเรียกกันว่าธรรมเฉย ๆ ก็ต้องหมายความกันว่าความดีเฉย ๆ หมายเอาความดีโดยเฉพาะกัน แล้วก็นำเรื่องราวของพระลูกเศรษฐีที่ปรากฎมาในธรรมบทมาเล่าให้ฟังว่า ในครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้ากำลังประกาศพระศาสนา ในตอนนั้นปรากฎว่ามีลูกเศรษฐีคนหนึ่งฟังเทศน์ของพระพุทธเจ้า แล้วก็มีความเลื่อมใส อยากจะบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า พ่อแม่ก็มีลูกคนเดียว มีทรัพย์ตั้ง ๑๖๐ โกฎิ ๑๖๐ โกฎินะ ไม่ใช่ ๑๖๐ ล้าน ต้องเอา ๐ เติมเข้าไปอีกศูนย์หนึ่ง มีลูกคนเดียวก็อยากจะให้ลูกรักษาทรัพย์สินเอาไว้เพื่อปกครองทรัพย์ แต่ลูกชายมีความเลื่อมใสมาก ไม่ยอม จะบวชท่าเดียว นี่ การมีลูกมีเต้าระวังไว้นะ อย่าคิดว่าเขาตามใจเราทุกอย่างน่ะ มันไม่ได้ เขาก็มีใจเราก็มีใจ คิดเอาไว้ให้ดีนะ เตรียมตัวเตรียมใจไว้ด้วย เผื่อว่าลูกหลานจะขัดใจ ลูกที่เลี้ยงมาด้วยความเหนื่อยยาก เราต้องการให้เรียนอย่างนี้ เขาจะเรียนอย่างโน้น เขาจะเรียนอย่างนั้น เราต้องการให้เรียนอย่างนี้ เขาจะทำอย่างโน้น นี่มัน ขัดใจกัน ยากเหมือนกันนะ นี่ดูสมัยโบราณก็เหมือนกันนะ นั่นท่านมีลูกคนเดียว ทรัพย์ตั้ง 160 โกฎิ เป็นมหาเศรษฐีใหญ่ เวลาเขาต้องการจะบวช เมื่อไม่ให้เขาบวช เขาก็นอนเฉยไม่กินข้าวกินปลา ไปเอาเพื่อนมาปลอบยังไงก็ตามไม่ยอมฟัง แกบอกว่าสิ่งที่แกต้องการมีอย่างเดียวคือการบวช ถ้าแกไม่ได้บวชแกจะตาย แกจะนอนให้มันตายลงไปตรงนี้แหละ ตามใจ พ่อแม่ไม่ให้บวชก็ตาย ข้าวไม่กิน น้ำไม่กิน ใครไปให้อะไรก็ไม่กิน ไม่กินจริง ๆ ตานี้ทำอย่างไร บรรดาเพื่อนทั้งหลายก็มาบอกมหาเศรษฐีผัวเมีย บอกว่า คุณพ่อคุณแม่อย่าฝืนใจเลยครับ ลูกชายของคุณพ่อคุณแม่น่ะเคยเป็นลูกมหาเศรษฐี เป็นคนมีทรัพย์ มีความปรารถนาสมหวังอยู่เสมอ การบวชในพระพุทธศาสนามีความลำบากมาก เวลาได้ข้าวปลาอาหาร เวลาจะกินต้องไปขอชาวบ้านเขา ต้องการข้าวร้อน อาจจะได้ข้าวเย็น ต้องการข้าวเย็นอาจจะได้ข้าวร้อน ต้องการอาหารเปรี้ยวอาจจะได้อาหารหวาน ต้องการอาหารหวานอาจจะได้อาหารเค็ม ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมไม่เป็นไปตามความประสงค์ ไม่เหมือนอยู่เป็นฆราวาส ถ้าแกไปโดนความลำบากแบบนั้นเข้า ทนไม่ไหวแกก็สึกมาเอง และอย่างน้อยถึงแม้ว่าแกไม่สึก แกก็ยังมีชีวิตอยู่ให้คุณพ่อคุณแม่ได้เห็นหน้า ถ้าขืนขัดใจกันแบบนี้ล่ะก็ แกตายแน่ แกไม่ยอมกินอะไรทั้งหมด บรรดาเพื่อน ๆ มาแนะนำ ท่านมหาเศรษฐี ๒ คน ตายายเห็นชอบก็เลยยอมให้บวช

?

เมื่อพ่อแม่ยอมให้บวช แกก็ลุกจากที่นอน กินข้าวกินปลา กราบพ่อกราบแม่ ลาพ่อลาแม่ แล้วก็ไปบวช ไปสำนักพระพุทธเจ้า เฉพาะต่อหน้าพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้าเป็นอุปัชฌาย์เอง แหม นี่เฮงจริง ๆ เมื่อบวชแล้ว ท่านเรียนกรรมฐานถึงขั้นอรหัตผล ท่านลาพระพุทธเจ้าไปจำพรรษาในป่าลึก สมัยก่อนเขาปฏิบัติกันอย่างนี้นะลูกหลานนะ เขาถามความเข้าใจว่า การรักษาจิตใจในขั้นต้นทำอย่างไร ขั้นกลางทำอย่างไร ขั้นสุดท้ายทำอย่างไร ถึงจนจบอรหัตผล ถามถึงความเข้าใจแล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็ ไม่ได้สอนนาน ท่านสอนเดี๋ยวเดียว อย่างมากก็ชั่วโมงหนึ่ง สองชั่วโมงเป็นอย่างมาก ไม่ยังงั้นก็ไม่ถึง ชั่วโมง เขาพูดกันแบบลัด ๆ ย่อ ๆ ไม่ใช่มานั่งท่องแบบกันเป็นร้อยเล่มอย่างสมัยฉันเรียนหรอก ฉันเรียน นี่น่ะ ไอ้แบบที่ฉันท่อง ๆ นี่แหละนะ เฉพาะที่ท่องฉันแบกก็ไม่ไหว แล้วที่ดูจำก็ต่างหาก อย่างนี้เขาเรียกว่าเรียนเลยตำรามักมากไป เลยเอาดีไม่ได้ สมัยพระพุทธเจ้าท่านสอนกันประเดี๋ยวเดียว ไม่ได้สอนนาน สร้างเจริญสมณธรรม แต่ว่าก่อนเข้าพรรษา มีพระที่ไปข้างหลังไปจำพรรษาในป่าเดียวกับท่าน ท่านก็ถามว่าท่านมาจากไหน พระก็บอกว่ามาจากเมืองสาวัตถี ท่านก็ถามว่ารู้จักท่านมหาเศรษฐีพ่อแม่ท่านไหม แต่ท่านไม่ได้บอกว่าพ่อแม่ท่าน ถามว่าคุณรู้จักท่านมหาเศรษฐี 2 ตายาย ชื่อนั้นชื่อนี้บ้างไหม พระก็บอกว่า รู้จัก ท่านก็ถามว่าทั้งสองท่านมีความสุขดีรึ พระก็บอกว่าไม่สุขแล้วเวลานี้ ได้ยินข่าวว่าลูกชายออกบวช ข้าทาสชายหญิงในบ้านมันก็ลักมันก็ขโมย แกเป็นคนแก่สองคนหูตาไม่ดี ทรัพย์สินในบ้านก็หมด คนที่กู้หนี้ยืมสินไปก็โกงหมด ไม่มีใครมาชำระหนี้ บ้านช่องถูกเผาหมด เวลานี้เป็นขอทานถือกระเบื้องแตกนั่งอยู่ตามฝาเรือน พระองค์นั้นพอรู้ข่าวว่าพ่อแม่ไม่มีความสุข พรรษานั้นทั้งพรรษาเจริญฌานไม่ได้ อย่าว่าแต่อรหันต์เลย คิดถึงพ่อคิดถึงแม่ คิดว่าถ้าเราไม่บวชพ่อแม่ก็ไม่มีทุกข์อย่างนี้ อาศัยมีจิตกังวลท่านเลยไม่มีความสุข ในเมื่อไม่มีความสุข ความกังวลมันเกิดขึ้น สมาธิมันก็ไม่เกิด ปัญญามันก็ไม่เกิด นี่ บรรดา ลูกหลานฟังไว้นะ เวลาเจริญสมาธิ หมายความว่าทำสมถกรรมฐานให้เกิดก็ดี เจริญวิปัสสนาญาณก็ดี ต้องตัดกังวลเสียให้หมด เวลาที่เราจะใคร่ครวญ ตัดกังวลทุกอย่างเสียให้หมด อะไรที่ยังทำไม่เสร็จทำมันเสียให้เสร็จ อย่าให้มันคั่งค้างไว้ ถ้าคั่งค้าง ถ้าจิตเป็นกังวล ผลมันไม่เกิด วันนี้เล่าเรื่องของท่านต่อไป พอเวลาออกพรรษาท่านก็กลับมา เมื่อกลับมาก็ตั้งใจว่าจะไปหาใครก่อน ไปถึงทาง ๓ แพร่ง ทางข้างซ้ายไปหาพระพุทธเจ้า ทางข้างขวาไปหาพ่อแม่ แต่พอคิดว่าเวลานี้เราเป็นพุทธสาวก เราควรจะไปหาพระพุทธเจ้าก่อน

?

เมื่อไปถึงสำนักพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงเทศน์เรื่องกตัญญูกตเวที เพราะว่า พระพุทธเจ้าท่านคงรู้ ไม่ใช่ท่านไม่รู้ แต่ท่านไม่บอก ท่านก็เทศน์เรื่องกตัญญูกตเวที ว่าบิดามารดาเป็นผู้มีคุณสูง คนเราจะสนองคุณบิดามารดาให้เต็มที่ เอาพ่อมาวางไว้บนบ่าขวา เอาแม่มาวางไว้บนบ่าซ้าย ให้พ่อแม่ขี้บนนั้นเยี่ยวบนนั้น นอนบนนั้น สมมติว่าถ้าจะทำได้นะ สมมติเอาว่าถ้าจะทำได้จนกระทั่งตลอดชีวิต จะชื่อว่าเป็นการทดแทนบุญคุณพ่อแม่ให้ครบถ้วนน่ะ ยังไม่ได้ ยังไม่เท่าความดีที่พ่อแม่มีอยู่ ความดีที่ พ่อแม่มีอยู่นั้นเกินกว่านั้นมาก จะเอาความดีเพียงเท่านั้นไปเทียบกับความดีของพ่อแม่ไม่ได้ เว้นไว้แต่ว่าบุคคลใดถ้าพ่อแม่มีความทุกข์หาความสุขมาเสนอสนองท่าน ถ้าท่านเป็นมิจฉาทิฐิ กลับใจให้เป็นสัมมาทิฐิ ปฏิบัติถูกต้องตามทำนองคลองธรรม คือมีแดนสวรรค์ มีแดนพรหม มีแดนนิพพานเป็นที่ไป และหากว่าท่านเป็นสัมมาทิฐิอยู่แล้ว เป็นคนใจบุญสุนทร์ทานอยู่แล้ว ก็สนับสนุนบุญทานของท่านให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ท่านเป็นโลกียชน ก็นำท่านให้เป็นโลกุตตระ คือ นำท่านให้เป็นพระโสดา สกิทาคา อนาคา อรหันต์ ถ้าทำได้อย่างนี้ ชื่อว่าความดีที่สนองใกล้เคียงกับความดีของพ่อแม่ นี่ท่านไม่ได้บอกว่าใช้ให้หมดนะ ท่านบอกใช้ได้ใกล้เคียงกับความดีของพ่อแม่ที่มีอยู่ พระองค์นั้นฟังแล้วก็ชื่นใจ เมื่อพระพุทธเจ้าเทศน์จบก็ลา บอกว่าจะไปเยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่ พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาต เมื่อไปเห็นพ่อแม่อยู่ในสภาพนั่งขอทานอยู่ก็เข้าไปหา ทีแรกพ่อแม่จำไม่ได้ ก็บอกชื่อบอกเสียง บอกว่าฉันนะเป็นลูกของพ่อแม่ เวลานี้ทราบว่าพ่อแม่ไม่มีความสุข จะมาหาเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ พ่อแม่ก็บอกว่าเจ้าเป็นพระ จะมาเลี้ยงพ่อแม่ได้อย่างไร ท่านก็บอกว่าทำได้ กิจที่พึงทำได้ ก็พา พ่อแม่ไป เข้าไปอยู่ในป่าละเมาะใกล้ ๆ บ้าน ปลูกโรงเล็ก ๆ ให้อยู่ เวลาเช้าท่านก็บิณฑบาต เมื่อได้ข้าวมาก็ให้พ่อแม่กินก่อน ถ้าพ่อแม่กินเหลือท่านก็ได้ฉัน ถ้าไม่เหลือท่านก็ไม่ได้ฉัน ได้ผ้าใหม่มาท่านก็ทำลายสีเสีย ทำให้เป็นสีเขียวสีแดงแล้วก็เอาไปให้พ่อแม่นุ่ง เอาผ้าเก่า ๆ ของพ่อแม่มาเย็บมาปะเข้าย้อมฝาดนุ่งเสียเอง ทำอย่างนี้จนอาการซูบผอมลงไปมาก ต่อมาพระสมัยนั้นท่านได้ยินข่าวเข้า ท่านก็ไปฟ้องพระพุทธเจ้าว่าพระองค์นี้ประจบฆราวาส ทำตนไม่สมควรกับความเป็นพระ เอาข้าวมาให้คนกินก่อนตัวกินทีหลัง ได้ผ้าใหม่มาเอาไปให้คนแก่นุ่ง ตัวเองเอาผ้าของคนแก่มานุ่งแทน

?

พระพุทธเจ้าเมื่อได้ทรงทราบก็มีรับสั่งให้พระองค์นั้นเข้าเฝ้า เมื่อพระองค์นั้นเข้าเฝ้าแล้ว พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามว่า ภิกษุ เธอทำอย่างนั้นหรือ ท่านก็กราบทูลพระพุทธเจ้าว่าเป็นความจริง ทำอย่างนั้นพระพุทธเจ้าข้า พระพุทธเจ้าก็ถามว่าตาแก่สองคนตายายนั้นเป็นใคร ท่านก็บอกว่าเป็นพ่อเป็นแม่พระพุทธเจ้าข้า พ่อแม่ของข้าพระพุทธเจ้าเอง ข้าพระพุทธเจ้าเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ พระพุทธเจ้าบอกว่า แหม เธอทำอย่างนั้นนี่มันทำถูกแล้วนี่ ทำดีแล้ว ทำถูกแล้ว ยกมือขึ้นท่วมศรีษะพนมมืออย่างเราพนมขึ้นเหนือศรีษะว่า สาธุ สาธุ สาธุ เอาเข้า ๓ เที่ยว ดีละ ๆ ๆ สาธุเขาแปลว่าดีละ ที่เธอทำดีอันนี้ตถาคต ไม่ห้าม ทำได้ อนุญาต เธอมีความกตัญญูรู้คุณคนดีมาก แล้วมีกตเวทีตอบแทนคุณท่าน เธอทำอย่างฉันสมัยเป็นพระโพธิสัตว์มีนามว่าสุวรรณ แล้วพระพุทธเจ้าก็นำเรื่องของสุวรรณสามมาเล่าให้ฟัง แต่ตอนนี้ ไม่เล่านะ ลูกหลานที่รัก ถ้าเล่าเรื่องสุวรรณสามล่ะก็ 3 เดือนไม่จบหรอก ถ้าพูดอย่างหลวงตาแก่นี้ เดี๋ยวเอาอะไรเข้ามาแทรก เป็นเรื่องยาวมาก ไปซื้อทศชาติมาอ่านเอานะ พระเจ้าสิบชาติน่ะ สุวรรณสามมีในนั้นแล้ว ก็เป็นอันว่าปลอดไป ไม่ถูกลงโทษ ได้รับคำสรรเสริญ นี่หลวงพ่อปานท่านบอกว่าเอาเรื่องขึ้นมาโต้กะเขา พอโต้แล้วคนคัดค้านก็ถอยหลังกรูด เท่าที่ท่านประคบประหงมพ่อแม่ของท่านนั้น หาว่าทำผิด ไปซักผ้าขี้ผ้าเยี่ยวผู้หญิง เอาผ้าผู้หญิงไปตากบนขื่อ อุ้มผู้หญิงลุกอุ้มผู้หญิงนั่ง เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวเอง ป้อนข้าวเอง หาว่าทำผิด พระทำผิดประเพณี พอโดนเรื่องนี้เข้าหลวงพ่อปานบอกว่าถอยหลังกรูดยอมแพ้ ยกมือขอขมาท่าน ท่านเลยบอกเรื่องขอขมาท่านไม่ถูกหรอก ธรรมะนี่เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า เรื่องส่วนตัวของท่านไม่มีหรอก ท่านทำตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้า แล้วคนที่คัดค้านนั่นเป็นการค้านธรรมะของพระพุทธเจ้า การขอขมาต้องไปขอขมาต่อพระพุทธรูปในโบสถ์โน่นมันถึงจะพ้น ขอขมากับท่านไม่พ้น อีตานั่นกลัว ลงนรกก็เลยต้องไปขอขมากับพระพุทธรูปในโบสถ์ แล้วพระพุทธรูปจะว่ายังไงบ้างก็ไม่รู้เหมือนกันนะ

?

ตอนนี้ไม่รู้เหมือนกัน นี่เล่าให้ลูกหลานฟัง แต่ว่าปฏิบัติของท่านน่ะ ท่านมีความกตัญญูกตเวทีจริง ๆ แล้วก็มีความห่วงใยในด้านบุพการีของท่านดีมาก หมายความว่าในฐานะท่านเป็นผู้ใหญ่ เวลาอยู่กับท่านน่ะ เวลาจะฉันข้าว ท่านเดินตรวจกับข้าวก่อน วงไหนถ้าพร่องไปท่านจัดแบ่งให้ครบถ้วน แม้แต่ ลูกเด็กเล็กแดงก็เหมือนกัน นี่ในฐานะท่านเป็นบุพการี คนในวัดทั้งหมด คนงานทั้งหมด ท่านสนใจเป็นพิเศษ คนไข้ทั้งหมด คนที่มารักษาโรคกับท่าน จะมีกินหรือไม่มีกินท่านตรวจหมด ถ้าไม่มีกินให้ข้าวสุกกับข้าวสารไปเลย ถ้าไม่มีใครหุงหาให้เป็นเรื่องเดือดร้อนของพระ พระกับเด็กจะต้องจัดให้ นี่ท่านมีทานบารมีสูง เป็นบุพการีอย่างสูงเป็นสาธารณประโยชน์หายาก แล้วท่านก็บอกว่า ตอนที่ฉันโตขึ้นมาแล้วฉันก็ไปเทศน์ให้แม่ฉันฟังพ่อฉันฟังถึงเรื่องอรหังและพุทโธ ว่าไม่ใช่เรื่องของคนตายจะพูดคนเดียว ต้องพูดกันก่อนตาย ภาวนากันก่อนตาย พ่อแม่ของท่านก็รับฟัง แล้วท่านก็ลงท้ายเรื่อง ท่านบอกว่า ตอนท้ายเมื่อตอนพ่อแม่ฉันตายนะ ฉันดีใจ ไม่ใช่ดีใจเพราะพ่อแม่ตายจะรับทรัพย์มรดก ไม่ใช่ยังงั้น ท่านบอกว่า พ่อแม่ฉันตาย ฉันดีใจมาก ตอนนั้นฉันก็เป็นขั้นลิงเท่านั้น ฉันไม่เข้าใจว่าท่านดีใจอย่างไร ก็เลยถามว่า หลวงพ่อดีใจอย่างไรขอรับ หลวงพ่ออยากจะรับมรดกยังงั้นรึ ท่านหัวเราะชอบใจ ท่านบอกว่าเจ้าลิงดำมันสงสัยอะไร มีเอ็งคนเดียวเท่านั้นพูดน่ะ ในที่ประชุมนี่น่ะไม่รู้กี่ปีมาแล้ว ฉันพูดอะไรก็หาคนสงสัยไม่ได้ บางทีเขาสงสัยเขาไม่ถามฉัน แล้วก็ไปวิพากษ์วิจารณ์กันว่าพูดทิ้งไว้แค่นั้นพูดทิ้งไว้แค่นี้ นี่มีเอ็งคนเดียวมันปากอยู่ไม่สุข ไอ้ปากเอ็งน่ะมันมุบมิบ ๆ ไม่ต่างกับปากลิง นั่นไป ๆ มา ๆ ก็นวดเราเข้าอีก เลยบอกว่าหลวงพ่อตั้งให้ผมเป็นลิงนี่ครับ ท่านบอกว่าท่านไม่ได้ตั้ง เอ็งมันเป็นลิงตั้งหลายชาตินี่หว่า แล้วก็มันเป็นลิงของข้าเสียด้วย ไอ้ลิงตัวอื่นไม่เท่าไหร่ เอ็งมันเป็นลิงระยำมาก เผลอเป็นลักของทุกที เผลอไม่ได้ ไม่ว่าอะไรล่ะลักดะ ถ้าของหายเป็นไม่พ้นไอ้ลิงดำละ ข้าไม่เคยบาป ข้าโทษทีไรมันตรงทุกที แล้วก็หัวเราะชอบใจ พูดไปพูดมาก็บอกว่า แม้แต่ชาตินี้ก็เหมือนกันละวะ เอ็งมาบวชนี่ เอ็งขโมยคาถาอาคาของข้าไปกี่บทแล้ว นี่ข้ารู้นาไอ้ลิงดำนา ไม่ใช่ข้าไม่รู้นา เอ็งคนเดียวนาขโมยตำราข้านา พูดแล้วก็ชอบใจ แล้วไม่ว่าอย่างไร ไม่รู้จะตอบท่านอย่างไร ก็เลยยิ้มแหย ๆ ไปอย่างนั้น ท่านก็เลยบอกว่าเอ็งคนเดียวแหละดี เอ็งถามอย่างนี้แหละดี ไม่ถามเสียมันก็ไม่คลายสงสัย มันก็ต้องสงสัยกันเรื่อยไป รายอื่นก็เหมือนกัน ฉันพูดอะไรไปสงสัยก็ควรถาม อย่าไปนิ่งกันไว้จะไปเกรงใจฉันทำไม ไอ้เรื่องที่ฉันพูดนี่นะฉันพูดให้รู้ ไม่ใช่พูดให้สงสัย แล้วท่านก็ว่าไป บอกว่าที่ฉันดีใจน่ะมันยังงี้ คือว่าทั้งพ่อแม่ฉันก่อนที่ท่านจะตายได้ญาณทั้งหมดนะ ท่านทรงญาณละเอียด แล้วก็ได้วิปัสสนาญาณละเอียด แต่ว่าท่านทั้งสองก็ต้องมาเกิดอีกวาระหนึ่ง แล้วฉันต้องเป็นลูกท่านอีกทีหนึ่ง แล้วต่อจากนั้นไปท่านก็ไม่มีโอกาสจะเกิดอีก นี่ท่านรู้ของท่าน ท่านดีใจตรงนี้ ดีใจว่าพ่อแม่ของท่านมีศีลบริสุทธิ์ มีสมาธิตั้งมั่น มีวิปัสสนาญาณละเอียด ลูกหลานก็จำได้ด้วยนะ เข้าใจไหม ไม่เข้าใจก็ฟังตอนหลังนะ นี่เป็นอันว่าเรื่องแม่ของท่านก็เป็นอันว่าพับไปนะ หมดกันไปที เรื่องมันสั้นจึงเอามาแทรกไว้ตรงนี้

?

ต่อมาเมื่อท่านโต ลัดกันเลยนะ ตอนนี้ไม่ลัดก็ไม่ได้ ท่านไม่ได้เล่าให้ฟังว่านับแต่วันนั้นมา ท่านไปทำอะไรบ้าง เป็นแต่เพียงบอกว่าตอนโตขึ้นมาท่านช่วยพ่อแม่ทำนา ท่านเป็นคนขยัน หลวงพ่อปานนี่รู้สึกว่าท่านเป็นคนค่อนข้างสวยนะ ถ้าพูดถึงลักษณะของผู้ชาย เป็นคนผิวขาวนวล ลักษณะสมส่วน ทุกอย่าง ฉันเคยให้ท่านนั่งขัดสมาธิ แล้วฉันก็เอาเชือกวัด ขออภัยท่านวัดรอบศรีษะ วัดตัก วัดตักไปถึงบ่า ได้ส่วนทุกอย่าง ได้ส่วนเดียวกับส่วนของพระพุทธรูปเป๊ะเลย รู้สึกว่าเป็นคนค่อนข้างสวย เสียงเพราะมาก เสียงเครือ ๆ อย่างฉันนี่นะ ถ้าหากท่านได้ยินเมื่อไรท่านขับเมื่อนั่นแหละ แล้วท่านบอกไม่ให้เทศน์ เสียงจัญไรแบบนี้ไม่ให้เทศน์ แต่ว่าเวลานั้นเสียงฉันไม่อย่างนี้นะ แหม ไม่อยากจะคุยหรอก พูดกันง่าย ๆ ว่าเป็นเสียงคนหนุ่ม มันใสหน่อยก็แล้วกันนะ ลีลาการพูดเทศน์นี่ฉันขโมยของท่านมาได้สัก 10% แล้วเวลาไปเทศน์ที่ไหนก็รู้สึกว่าพอจะเอาชนะใจคนได้บ้าง สมัยนั้น เวลานี้นี่เสียงมันไม่ไหวหรอก เวลาพูดมันต้องรบกับคน ลีลาการพูดมันถึงไม่ดี เสียงออกก็ไม่เพราะ ช่างมันนะ คนแก่นี่ เอาอีตอนท่านโต เมื่อท่านโตมาแล้วท่านบอกว่าเป็นคนขยัน ปกติท่านเป็นคนขยัน เวลาพวกเราทำงานท่านไม่หยุดเหมือนกัน เป็นคนขยันจริง ๆ ขยันงานภายนอก ขยันงานภายในทุกอย่าง จุกจิก หมายความจุกจิกรอบ ๆ ดูของรอบ ๆ ตรวจตราของรอบ ๆ แล้วคำว่าไม่มีไม่ได้ ของท่านมีสั่งให้ไปหาอะไรถ้าไม่มีให้เลยไปเลย ห้ามกลับ ถ้าวันหลังไปพบเขาถามว่า ทำไมไม่เอามาให้ บอกว่าไม่มีนี่ครับ ถ้าไม่มีจัดซื้อทันที ของท่านต้องมีทุกอย่าง เป็นอันว่าเมื่อท่านโตขึ้นมาแล้ว ก็เวลาใกล้จะบวชถึงเกณฑ์บวชเลย เวลาตอนใกล้บวชนั่นเขาจะไปขอสาว ๆ ให้ แต่งงานกับท่าน บอกว่าเวลาบวชแล้วจะได้แต่งงานกัน เป็นลูกคนรวย ท่านก็เลยบอกว่าเรื่องแต่งงานเอาไว้ทีหลัง ขอให้บวชเสียก่อน บวชแล้วไม่แน่จะสึกหรือไม่สึก ถ้าสึกก็แต่ง ไม่สึกก็ไม่แต่ง ไปขอเขาอย่างนั้นจะเป็นการลากหนามจุกตรอก คนอื่นที่เขาดีกว่าเขามาขอจะได้แต่งงานไป ทำอย่างนั้นไม่ควร

?

ในเมื่อพ่อแม่ท่านเห็นว่าท่านค้านก็เลยตามใจท่าน แล้วพอดีถึงตอนจะบวช เวลานั้นเวลานี้จะบวชต้องอยู่วัดกันถึง 3 เดือน เขาเรียกกันว่าติฎฐิยะปริวาส พระพุทธเจ้ามีพระบัญญัติอย่างนั้น มีพระพุทธบัญญัติสั่งแบบนั้น เมื่อคนจะบวชจะต้องอยู่วัดถึง ๓ เดือน อบรมธรรมวินัยให้มีนิสัยดี ถ้า ๓ เดือนยังไม่ดี ยังไม่ให้บวช ให้อยู่ต่อไปอีก ๓ เดือน ถ้ายังดีไม่ได้ไม่ให้บวช ให้อยู่ไปอีก ๓ เดือน ถ้า ๙ เดือนไม่ดีเลิกเลย ไม่ให้บวชเลย แล้วอุปัชฌาย์สมัยนั้นท่านเคร่งครัดเอาตามนี้ทุกอย่าง แต่ว่าอุปัชฌาย์สมัยนี้เป็นอุปัชฌาย์นิวเคลียร์ นี่น่ากลัวจะไม่ต้องก็ได้กระมัง มีหน้าที่อย่างเดียว ปีไหนฉันเป็นอุปัชฌาย์บวชมาก ทำบัญชีส่ง ผู้หลักผู้ใหญ่ว่าปีนี้เป็นอุปัชฌาย์บวชพระกี่องค์ ๆ เอาคะแนนกันตรงนี้ เอาดีกันตรงบวช หน้าที่อบรม สั่งสอนไม่ต้อง เลิกกันเวลานี้ (เขาพับไปแล้วนา) อุปัชฌาย์ตามหัวเมืองเวลานี้เขามีหน้าที่บวชอย่างเดียว ใครจะอบรมกันไว้อย่างไรก็ช่าง บวชไปสัทธิวิหาริก อันเตวาสิก จะเป็นอย่างไรก็ช่าง ไม่เคยโผล่หัวมาพบกันเลย จะเลวจะทรามยังไงก็ช่าง เดี๋ยวนี้เขาดี เขาตัดได้ เขาปลงกันได้ ช่างเขาเถอะนะ เป็นไปตามสมัยนิยม แล้วเรียกว่าพระที่เข้ามาบวชก็บวชตามประเพณี อุปัชฌาย์บวชให้ก็บวชตามประเพณี ท่านที่เป็นอุปัชฌาย์ก็เป็นไปตามประเพณี ก็หมดเรื่องกันไป ไม่มีใครขัดคอกัน ตอนก่อนที่ท่านจะเข้าวัดบวช พ่อมาแจ้งว่า ลูกปานเอ๊ย ลูกอายุย่างเข้า ๒๑ ปีแล้ว ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์สมควรจะบวชได้แล้วนะ พรุ่งนี้พ่อจะนำไปฝากหลวงพ่อสุ่นนะ ไปบวชที่วัดบางปลาหมอนะ วัดบางนมโคใกล้บ้านของเราน่ะอย่าบวชเลย พ่อ ไม่เลื่อมใสพระ เพราะเวลานั้นเจ้าอาวาสวัดบางนมโคก็ขนาดที่เรียกว่าพระนั่นแหละ พระหรือพะก็ไม่แน่นัก มีหน้าที่ท่องหนังสือสวดมนต์ให้ได้มาก ๆ ซ้อมหนังสือเอาไว้ให้คล่องเอาไว้เป็นทางหากินกัน ได้มาแล้วก็มานอนตีพุงเขลง ซื้อบุหรี่ ซื้อน้ำตาล ซื้อน้ำนมกิน ดีไม่ดีก็ไปเกี้ยวสาว ได้สตางค์มาก ๆ ก็เอาไปซื้อทองหมั้นสาว ๆ กลายเป็นคนหากินบนหลังคนไป นี่พระแบบนั้นเขาเรียกว่า อุปสมชีวิกา อาศัยศาสนา ทรงชีพ พ่อหลวงพ่อปานท่านไม่เลื่อมใส ท่านบอกว่าพระอย่างนี้ถ้าลูกไปบวชอยู่ด้วยก็จะเสีย อย่าบวชเลย ไปบวชกับหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอเถิด ท่านดี ความจริงตำบลบางนมโคกับตำบลบางปลาหมอน่ะ ติดกัน ไม่ไกลกันมาก เขตติดกันเลย ตำบลบางปลาหมอนี่เป็นเขตของอำเภอบางบาล ตำบลบางนมโคเป็นเขตของอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเหมือนกัน ใกล้กัน ห่างกันประมาณกิโลเศษ ๆ ในเมื่อ พ่อแนะนำนอย่างนั้น ท่านรับคำว่าพรุ่งนี้จะเข้าวัด

 

ความคิดเห็นของคุณ

BBCODES_BOLDBBCODES_ITALICBBCODES_UNDERLINEBBCODES_STRIKETHROUGHBBCODES_SUBSCRIPTBBCODES_SUPERSCRIPTBBCODES_EMAILBBCODES_IMAGEBBCODES_URLBBCODES_LISTBBCODES_ULISTBBCODES_QUOTEBBCODES_CODEBBCODES_CONTENTID
SMILEYS_VERY_HAPPYSMILEYS_SMILESMILEYS_WINKSMILEYS_SADSMILEYS_SURPRISEDSMILEYS_SHOCKEDSMILEYS_CONFUSEDSMILEYS_COOLSMILEYS_LAUGHINGSMILEYS_MADSMILEYS_RAZZSMILEYS_EMBARRASSEDSMILEYS_CRYINGSMILEYS_EVILSMILEYS_TWISTED_EVILSMILEYS_ROLLING_EYESSMILEYS_EXCLAMATIONSMILEYS_QUESTIONSMILEYS_IDEASMILEYS_ARROWSMILEYS_NEUTRALSMILEYS_MR_GREENSMILEYS_GEEKSMILEYS_UBER_GEEK
YOURALIAS:
ชื่อเรื่อง:
FULLTEXT:
Random Content

โอวาทหลวงพ่อวันนี้

กลิ่นหอมของศีลบริสุทธิ์

alt

เรื่องของศีลในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังทรงพระชนม์อยู่?
เวลานั้นปรากฏว่าสมเด็จพระบรมครูประชวรมาก อันนี้อย่าลืมนะว่าแม้แต่พระพุทธเจ้าเอง

ขณะที่สอนบรรดาท่านพุทธบริษัท พระพุทธเจ้าก็ทรงป่วยไข้ไม่สบายเหมือนกัน

?

ในเวลานั้นปรากฏว่า?ท้าวโกสีย์สักกเทวราช พระอินทร์

มาปฏิบัติพยาบาลองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยแสดงพระองค์ให้ปรากฏ

เหมือนกับมนุษย์ธรรมดา คือว่าไม่ได้มองภาพเป็นเงา แสดงตนชัดเหมือนคน

ธรรมดาสภาพหนาคนทั้งหลายเห็นชัด เวลาที่องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์

ถ่ายพระบังคมหนักคือ ถ่ายพระอุจจาระ เมื่อถ่ายเสร็จก็เอาภาชนะไปรอง

พระอินทร์ ก็ทรงแบกพระบังคมก็คืออุจจระขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปเท

ตอนนั้นมีบรรดาพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายสงสัยมาก โดยเห็นว่าเทวดาทั้งหลายอยู่ห่างไกล

มนุษย์เป็น 100 โยชน์ ก็ยังรู้สึกเหม็นกลิ่นมนุษย์ เพราะว่าร่างกายของมนุษย์สกปรก

เดี๋ยวนั้นจึงมีพระถาม ท่านท้าวโกสีย์สักกเทวราช องค์อินทร์ว่า

?

การที่พระองค์แบกพระบังคมหนักของพระองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า

ท่านไม่ได้มีความรังเกียจอยู่หรือ ท่านได้ยินข่าวว่าเทวดารังเกียจแม้กระทั่งร่างกายมนุษย์

ร่างกายมนุษย์สกปรกมีกลิ่นเหม็น?พระอินทร์ จึงตอบตอบเทดาและพระทั้งหลายว่า

?

ดูกร ท่านผู้เจริญความจริงร่างกายของมนุษย์นี่มีกลิ่นเหม็น

และโดยเฉพาะยิ่งพระบังคมหนักขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มีกลิ่นเหม็น

เหมือนกับของคนธรรมดา แต่ว่าที่มาปฏิบัติได้อย่างนี้ก็เพราะว่า กลิ่นของศีลหอมกว่า

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ามีศีลบริสุทธิ์ กลิ่นของศีลหอมกว่ากลิ่นเหม็นของพระบังคมหนัก

?

ฉะนั้นพระองค์จึงมาใกล้ และปฏิบัติองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า จนกระทั่งถึงแม้ว่าพระบังคมหนักก็ไม่ได้มีความรังเกียจ ทั้งนี้ก็เพราะว่าอาศัยกลิ่นศีลเป็นสำคัญ นี่ขอบรรดาท่านทั้งหลายจงสนใจเรื่องนี้ให้มาก คนที่มีศีลบริสุทธิ์ย่อมเป็นที่รักสำหรับเทวดาเหมือนกับของคน โดยเฉพาะคนเหมือนกัน เขาจะรักคนที่มีศีลบริสุทธิ์

?

แม้แต่สัตว์เดรัจฉานที่ไม่รู้จักภาษามนุษย์ ก็รักคนที่มีศีลบริสุทธิ์

เหมือนกันยิ่งไปกว่านั้นเทวดาก็ยังรักคนที่มีศีลบริสุทธิ์

ฉะนั้นคนที่มีศีลบริสุทธิ์นี้จึงกล่าวว่าเป็นคนที่มีความสำคัญ

?

รวมโอวาทหลวงพ่อวันนี้

ค้นหาบทความทุกหมวด

รวมบทความน่าสนใจ

ทางออกจากโลกด้วยทางวิปัสสนา พระธรรมเทศนาโดย พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)
พุธ, 09 ธันวาคม 2009
ทางออกจากโลกด้วยทางวิปัสสนา พระธรรมเทศนาโดย? พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ตีพิมพ์ใน วารสาร ธรรมจักษุ ปีที่ ๘๒ ฉบับที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๔๑ (ต่อ ๒) ท่านแสดงไว้โดยอเนกนัย คือมิใช่อย่างเดียว ในที่นี้จะยกเอาใจความในธรรมนิยามสูตรมาแสดงพอเป็นนิทัศนะอุทาหรณ์ให้เห็นทางแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ในความในธรรมนิยามสูตรนั้นว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา... อ่านเพิ่มเติม...
ทาน ๑๐ อย่างที่ไม่ควรให้
จันทร์, 08 มีนาคม 2010
ทาน ๑๐ อย่างที่ไม่ควรให้ ๑. หญิงให้เมถุนธรรมเป็นทาน ๒. ปล่อยโคตัวผู้เข้าไปในฝูงแม่โคเพื่อเมถุนธรรม ๓. ให้น้ำเมา คือสุราเมรัยเป็นทาน ๔. ให้รูปเขียน อันประกอบด้วยเมถุนธรรมเป็นทาน ๕. ให้ศาตราวุธเป็นทาน ๖. ให้ยาพิษเป็นทาน ๗. ให้โซ่ตรวน ขื่อคา เป็นทาน ๘. ให้ไก่เพื่อให้เขาไปฆ่า ๙. ให้สุกรเพื่อให้เขาไปฆ่า ๑๐. ให้ทานเครื่องตวง ตาชั่ง ทะนาน เพื่อใช้โกง เหล่านี้... อ่านเพิ่มเติม...
อยู่เพื่ออะไร พระโพธิญาณเถร ( หลวงปู่ชา สุภัทโท )
พุธ, 16 มิถุนายน 2010
? อยู่เพื่ออะไร พระโพธิญาณเถร ( หลวงปู่ชา สุภัทโท ) นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทธสฺส พุทธํ ธมมํ สงฆํ นมสฺสามิ อิโต ปรํ สกฺกจฺจํ ธมํโมโสตพฺโพติ ? ขอให้ตั้งอยู่ในความสงบ รับโอวาทพอสมควร วันนี้มีทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต มาถวายดอกไม้ ตามกาลเวลา เรื่องสักการะ เรื่องคารวะ การเคารพต่อผู้ใหญ่เป็นมงคลอันเลิศ พรรษานี้ อาตมาไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง ไม่สบาย... อ่านเพิ่มเติม...
ประวัติหลวงพ่อปาน - อนุโมทนา
พฤหัสบดี, 12 กรกฏาคม 2012
? อนุโมทนา จาก หนังสือ?ประวัติหลวงพ่อปาน ? หนังสือประวัติหลวงพ่อปาน (ปาน โสนันโท) วัดบางนมโค อ. เสนา จ. พระนครศรีอยุธยา ที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ อาตมาบันทึกด้วยเสียงเมื่อกำลังป่วยหนัก พ.ศ. ๒๕๑๕ อาการป่วยขณะนั้นคิดว่าจะไม่มีเวลามาคุยกับท่านทั้งหลายอีก ด้วยอาการเครียดมาก กินไม่ได้ ขนาดกินอะไรเข้าไปก็อาเจียนออกมาทันที... อ่านเพิ่มเติม...
พิจารณาอสุภะจนหลุดพ้น
อาทิตย์, 07 มีนาคม 2010
? พิจารณาอสุภะจนหลุดพ้น พระธรรมเจติยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ต่อไปนี้ ขอให้ ญาติโยมทั้งหลาย พระภิกษุ สามเณร พากันตั้งใจปฏิบัติ คือเราปฏิบัติบูชา พระพุทธเจ้าแนะนำไว้ว่าการปฏิบัติบูชานั้นประเสริฐกว่าอามิสบูชา เพราะการปฏิบัติบูชาชื่อว่า รักษาไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา ถึงแม้ว่าเรานั่งสมาธิเกิดความเจ็บปวดความเมื่อยความกระวนกระวาย... อ่านเพิ่มเติม...
ปฏิปทาธรรม ของ หลวงปู่ฉลวย สุธมฺโม 2
พุธ, 07 เมษายน 2010
ปฏิปทาธรรม ของ หลวงปู่ฉลวย สุธมฺโม? 2 คัดลอกจาก: อนุสรณ์ หลวงปู่ฉลวย สุธมฺโม วัดป่าบ้านวไลย ต.หนองพลับ อ.หัวหิน จ.ประจวบศีรีขันธ์ นี่บอกตรง ๆ เลยกรรมเป็นเผ่าพันธ์ ที่สวดกันเมื่อกี้นี้? อ้อ ! ที่สวดเมื่อตระกี้นี้ชี้กรรมเท่านั้น อือ ! เหตุปัจจะโย? บุคคโลก บุคคลชี้ ที่ไหนชี้ที่นี่ บัญญัติต่างหาก นี่ !? ธรรมมันอยู่นี่ อยู่ในตัวของเรานี่ เป็นของจริง จริงทั้งสมมุติ?... อ่านเพิ่มเติม...
พระอานนท์พุทธอานุชา (วสิน อินทสระ) ๑๐. ณ ป่าประดู่ลาย
พฤหัสบดี, 05 มกราคม 2012
? ? ? พระอานนท์พุทธอานุชา (วสิน อินทสระ) ? ๑๐. ณ ป่าประดู่ลาย ???????????เมื่อพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้อนาวรณญาณทรงสละละทิ้งสังขารอันประกอบขึ้นเหมือนสัมภาระที่ใช้สอย เช่น เกวียน เป็นต้น เข้าสู่มหาปรินิพพานอันบรมสุขเกษมศานติ์จากความทรมานทั้งปวงแล้ว พระอานนท์พุทธอนุชาซึ่งบัดนี้เป็นเสมือนองค์แทนแห่งพระตถาคตเจ้า ก็จาริกไปในที่ต่างๆ โดยเดียวดาย... อ่านเพิ่มเติม...
ลักษณะประการต่างๆของจิต
ศุกร์, 23 เมษายน 2010
? คำสอนโดยอุบาสิกา ? นีน่า วัน กอร์คอม เรื่องพระอภิธรรมในชีวิตประจำวัน ? บทที่ 3 ? ลักษณะประการต่างๆของจิต พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสภาพธรรมต่างๆที่มีจริง เราสามารถพิสูจน์พระธรรมที่ทรงแสดงด้วยตัวของเราเอง เราไม่รู้สภาพธรรมที่เกิดขึ้นเป็นปกติในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง กล่าวคือ นามธรรมและรูปธรรม ซึ่งปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ?... อ่านเพิ่มเติม...
ไปเป็นเทวดาไม่ต้อลงทุน (ต่อ)
อาทิตย์, 16 พฤษภาคม 2010
ไปเป็นเทวดาไม่ต้อลงทุน (ต่อ)? ท่านผู้อ่าน และท่านผู้ฟัง โปรดรับฟังต่อไป หรืออ่านต่อไป ตอนนี้เป็นตอนที่ จุไร คุยกับท่านมัฏฐกุณฑลีเทพบุตร เป็นอันว่า ท่านมัฏฐกุณฑลีเทพบุตร บอกกับหลานรักว่า คอยประเดี๋ยวนะ ลุงเมื่อย จะขอพักสักหน่อยหนึ่ง เวลานี้ก็พักเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าจะถามว่า เทวดามีเมื่อยหรือ ก็ขอตอบว่า เทวดาไม่เมื่อย แต่ในฐานะที่หมดเวลา... อ่านเพิ่มเติม...
เรื่องที่ ๓๖. ทางที่พ้นโลก..๓๗ เรื่องเล่าหลวงปู่ดู่
อังคาร, 16 ตุลาคม 2012
๓๖. ทางที่พ้นโลก หลวงปู่เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังถึงประสบการณ์จากลูกศิษย์คนหนึ่ง กล่าวคือ ในตอนแรกลูกศิษย์ของท่านคนนี้นับถือศาสนาคริสต์ก็ไม่ยอมปฏิบัติ จนกระทั่งวันหนึ่งได้มีโอกาสเข้าไปนั่งปฏิบัติในกุฏิของท่าน และเห็นหลวงปู่ทวดในนิมิต ด้วยเหตุผลทางศาสนาจึงทำให้ไม่ยอมกราบหลวงปู่ทวด แต่ในที่สุดก็ต้องกราบหลวงปู่ทวดจนได้ ต่อมา... อ่านเพิ่มเติม...
ทิพจักขุญาณ (หลวงพ่อพระราชพรหมยาน)
จันทร์, 01 พฤศจิกายน 2010
? ทิพจักขุญาณ นี่ถ้าหากว่าจะดูกันให้แจ่มใสจริง ๆ รู้กันให้แจ่มใสจริง ๆ ก็ต้องทำจิตของเราเข้าสู่อารมณ์วิปัสสนาญาณ แล้วอารมณ์วิปัสสนาญาณนี้ ต้องว่ากันให้ตรง ๆ จริงนะ อย่าปัสฯ ส่งเดช ถ้าปัสฯ ส่งเดชไม่มีผล ถ้าเราได้ทิพจักขุญาณเสียแล้ว การปัสฯ ส่งเดชย่อมไม่มี นี่สำหรับคนดีนะ แต่คนที่เหลิงแล้วก็ใช้อะไรไม่ได้เหมือนกันบางทีพอได้ทิพจักขุญาณแล้วก็เหลิง ... อ่านเพิ่มเติม...
เมื่อท้าวมหาราชทั้งสี่ถวายภัตตราหารหลวงพ่อ
อังคาร, 10 พฤศจิกายน 2009
เมื่อท้าวมหาราชทั้งสี่ถวายภัตตราหารหลวงพ่อ ตามปกติฉันนอน 22.00 น. และตื่น 1.30 น. เป็นปกติ ทำวัตรสวดมนต์แบบย่อ ๆ พอเวลา ใกล้ 2 น. ฉันก็เริ่มทำสมาธิ พอถึง 4 น. ฉันก็ดูตำรา 5 น. ฉันก็กลับทำสมาธิใหม่เพื่อรักษา อารมณ์ เวลาออกบิณฑบาตรตามแบบฉบับของพระโบราณ ปฏิปทาของพระสมัยใหม่ท่าน ทำกันอย่างไรฉันไม่รู้ ด้วยฉันแก่แล้ว... อ่านเพิ่มเติม...
พระสูตรที่เป็นธัมมาภิสมัย
เสาร์, 13 มีนาคม 2010
พระสูตรที่เป็นธัมมาภิสมัย พระสูตรที่เป็นธัมมาภิสมัย หมายถึงพระสูตรเมื่อแสดงออกมาแล้ว มีเทวดาบรรลุมรรคผลกันมาก อย่างน้อยๆ ก็ประมาณ ๑๘ โกฏิ อย่างมากก็คือไม่สามารถจะนับจำนวนได้ มีอยู่ ๖ สูตรคือ ๑. ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ๒. มงคลสูตร ๓. มหาสมัยสูตร ๔. ราหุโลวาทสูตร ๕. ปราภวสูตร ๖. สมจิตตสูตร ห้าสูตรแรกนั้น พระพุทธเจ้าเป็นผู้ทรงแสดงเอง แต่สูตรสุดท้าย... อ่านเพิ่มเติม...
ท่องบุญสร้างบารมี 7 วัน เดินทาง 2,000 โล
ศุกร์, 12 กรกฏาคม 2013
? ? ? ? ? ? ? ? ? " ข้าพเจ้าขอกราบขอขมาพระรัตนตรัย ถ้าข้าพเจ้าได้ล่วงเกินพระรัตนตรัย ด้วยกาย วาจา ใจ ด้วยเจตนา หรือไม่เจตตนาก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลังก็ดี ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ถ้าจะมีผลแก่ข้าพเจ้าเพียงใด ขอได้โปรดงดโทษที่พึงมีแก่ข้าพเจ้าจนกว่าข้าพเจ้าจะถึงซึ่งพระนิพพานเถิด " ด้วยกุศลผลบุญที่พึงบังเกิดแก่ข้าพเจ้าในกาลครั้งนี้... อ่านเพิ่มเติม...
หลวงพ่อชา สุภัทโท เรื่อง สงบเพราะคิดถูก...
พฤหัสบดี, 16 กรกฏาคม 2009
สงบเพราะคิดถูก...(หลวงพ่อชา สุภัทโท)ตอนที่ ๒ ?ขาดหลักธรรมก็เป็นทุกข์นัก เรียน ป.๔ เข้ามาบวช ให้อ่านหนังสือให้ฟัง อ่านผิดๆได้ยินอ่านไปว่าจะไป 'เมียง' ไปซื้อเสื้อ 'เหลี่ยง' ไปซื้อ 'เกลือ' มาฝึกหัดเอาใหม่ยากเกือบตายนักเรียนทุกวันนี้ สมัยก่อนนักเรียนจบ ป.๔ สอนนักเรียนแทนครูได้ ทุกวันนี้ไม่ทราบว่าเรียนมาจากไหน โอ้ย...อ่านหนังสือไม่ค่อยรู้เรื่องเลย... อ่านเพิ่มเติม...